การแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนด

การแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดจากบทบัญญัติดังกล่าวจำแนกการพิจารณาได้เป็น 4 กรณี ดังนี้ 1. กรณีมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ (1) การอุทธรณ์ ถ้าผู้มีสิทธิฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับการกระทำใดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีสิทธิฟ้องคดีจะต้องดำเนินการโต้แย้งคัดค้านการกระทำนั้นต่อเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการภายในฝ่ายบริหารให้เสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะนำการกระทำนั้นมาฟ้องคดีต่อศาล (2) การร้องทุกข์ การร้องทุกข์เป็นวิธีการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้ระบายความคับข้องใจในการปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารบุคคลที่ผู้บังคับบัญชาต่อตนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพื่อผู้บังคับบัญชาจะได้มีโอกาสทบทวนการปฏิบัตินั้น และแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือชี้แจงเหตุผลความถูกต้องที่ได้ปฏิบัติไปให้ผู้ร้องทุกข์ทราบและเข้าใจ หรือให้ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปได้พิจารณาให้ความเป็นธรรม 2. กรณีกฎหมายมิได้กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ หากการกระทำของฝ่ายปกครองที่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง เช่น...

เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเป็นคู่กรณีพิพาทในคดีปกครอง

เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการเป็นคู่กรณีพิพาทในคดีปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ให้นิยามคำว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า (1) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง กรณีนี้หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิจารณาถึงความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงควรทำความเข้าใจถึงรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้ - ข้าราชการ จึงได้แก่ ข้าราชการทุกประเภทในหน่ายงานทางปกครอง ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ข้าราชการตำรวจ...

ระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

การฟ้องคดีปกครอง กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองเป็น 4 กรณี คือ 1. การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) กรณีการฟ้องเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองหรือการฟ้องคดีเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ละเลยหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) กำหนดให้ยื่นฟ้องคดีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มีเหตุผลแล้วแต่กรณี...

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติกำหนดประเภทของคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองไว้ 6 ประเภทคดี ได้แก่ 1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ...

ค่าธรรมเนียมศาลในคดีปกครอง

ค่าธรรมเนียมศาลในคดีปกครอง การฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยทั่วไปไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่การฟ้องคดีขอให้ศาลพิจารณาให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์อันเนื่องมาจากคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4) ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ในอัตราตามที่ระบุไว้ในตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สำหรับคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ตามมาตรา 45 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อัตราค่าธรรมเนียมศาล การฟ้องคดีขอให้ส่งให้ใช้เงิน หรือส่งมอบทรัพย์สิน อันสืบเนื่องจากคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4)...

เขตอำนาจศาลปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 7 กำหนดให้ศาลปกครองมีสองชั้นศาล คือ ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น - ศาลปกครองสูงสุด มีที่ตั้งในกรุงเทพมหานคร - ศาลปกครองชั้นต้น แบ่งออกเป็น ศาลปกครองกลางและศาลปกครองในภูมิภาค ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดให้มีจำนวน 16 ศาล ได้แก่ (1) ศาลปกครองขอนแก่น ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น และมหาสารคาม (2) ศาลปกครองชุมพร...

ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง

ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้นต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง” แยกพิจารณาได้ 2 กรณี (1) ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีนี้ คือ ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามความหมายนี้ แม้เพียงสิทธิประโยชน์หรือสถานภาพทางกฎหมายของตนถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้...

Block title

สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ : ขอให้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ประเด็นคดีปกครองนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะผู้ฟ้องคดีรับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เป็นเวลา 6 เดือน ต่อมา จังหวัดได้มีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ส่งตัวผู้ฟ้องคดีกลับต้นสังกัดเดิม ที่องค์การบริหารส่วนตำบลส. เพื่อออกคำสั่งโอน (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีไปองค์การบริหารส่วนตำบลก. แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าไปรายงานตัวและไม่ได้ปฏิบัติงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลส.ต้นสังกัดเดิม โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นใบลาแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลส.)...

เรื่องล่าสุด

สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ : ขอให้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

ประเด็นคดีปกครองนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะผู้ฟ้องคดีรับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เป็นเวลา 6 เดือน ต่อมา จังหวัดได้มีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ส่งตัวผู้ฟ้องคดีกลับต้นสังกัดเดิม ที่องค์การบริหารส่วนตำบลส. เพื่อออกคำสั่งโอน (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีไปองค์การบริหารส่วนตำบลก. แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าไปรายงานตัวและไม่ได้ปฏิบัติงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลส.ต้นสังกัดเดิม โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นใบลาแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลส.)...