คำฟ้องคดีปกครอง

“คำฟ้อง” หมายความว่า การเสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุด ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้ง หรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยความสมัครใจหรือถูกบังคับ หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่ จากความหมายดังกล่าว “คำฟ้องคดีปกครอง” จึงแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ คำฟ้องที่เสนอขณะเริ่มคดี คำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข คำฟ้องแย้ง คำร้องสอด คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ รายละเอียดในคำฟ้องนั้น ตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542...

การถอนคำฟ้องคดีปกครอง

การเขียนคำร้องขอถอนคำฟ้อง ผู้ฟ้องคดีอาจดำเนินการถอนคำฟ้องในเวลาใดๆ ก่อนศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ฟ้องคดียื่นต่อศาล แต่ถ้าในกรณีที่ผู้ฟ้องคดีถอนคำฟ้องด้วยวาจาต่อหน้าศาลในระหว่างการไต่สวนหรือการนั่งพิจารณาคดี ให้ศาลบันทึกไว้ และให้ผู้ฟ้องคดีลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ในการถอนคำฟ้องนี้จะถอนเฉพาะบางข้อหาหรือบางส่วนของข้อหาก็ได้ แต่ถ้าในกรณีที่มีผู้ฟ้องคดีหลายคน ผู้ฟ้องคดีแต่ละคนอาจถอนคำฟ้องของตนได้ การถอนคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีนั้นให้มีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดีคนที่ถอนคำฟ้องเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่ผู้ถอนคำฟ้องเป็นผู้แทนของผู้ฟ้องคดีทุกคน การถอนคำฟ้องให้มีผลเป็นการถอนคำฟ้องทั้งคดี ในการนี้ศาลจะไต่สวนเพื่อให้ได้ความเป็นยุติว่าการถอนคำฟ้องของผู้แทนดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีทุกคนก่อนมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนคำฟ้อง เมื่อมีการถอนคำฟ้องให้ศาลอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความกับคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ถ้าในคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือคดีที่มีการพิจารณาต่อไปจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือการถอนคำฟ้องเกิดจากการสมยอมกันโดยไม่เหมาะสม ศาลจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ ถอนคำฟ้องก็ได้ คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนคำฟ้องถือเป็นที่สุด

การขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง

การเขียนคำร้องขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 69 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" วรรคสอง "ผู้ฟ้องคดีอาจขอมาในคำฟ้องหรือยื่นคำขอในเวลาใดๆ ก่อนศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อันจะมีผลเป็นการชะลอหรือระงับการบังคับตามผลของกฎหรือคำสั่งทางปกครองไว้เป็นการชั่วคราว" วรรคสาม "คำขอของผู้ฟ้องคดีตามวรรคสอง ต้องแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองใด และการให้กฎหรือคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังอย่างไร" ดังนั้นในการฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง หากผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์ให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวโดยการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น ผู้ฟ้องคดีอาจขอมาในคำฟ้องหรือยื่นคำขอในเวลาใดๆ ก่อนศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ในการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้น ศาลอาจพิจารณาจากเกณฑ์...

การขอเข้าแทนที่คู่กรณีที่ถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 53 บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนศาลปกครองพิพากษาคดี ให้ศาลปกครองรอการพิจารณาไปจนกว่าทายาท ผู้จัดการมรดก ผู้ปกครองทรัพย์มรดก หรือผู้สืบสิทธิของคู่กรณีผู้นั้น จะมีคำขอเข้ามาแทนที่คู่กรณีผู้ถึงแก่ความตาย หรือผู้มีส่วนได้เสียจะมีคำขอเข้ามา โดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามา เนื่องจากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีคำขอ คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่กรณีผู้นั้นถึงแก่ความตาย วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าวหรือไม่มีคำขอของคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ศาลปกครองจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นก็ได้ กรณีดังกล่าวในการดำเนินคดีปกครองหากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนที่ศาลจะพิพากษาคดี พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การเข้าแทนที่คู่กรณีที่ถึงแก่ความตาย ดังนี้ (1) คู่กรณีถึงแก่ความตายก่อนศาลปกครองพิพากษาคดี...

การอุทธรณ์คดีปกครอง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542  มาตรา 73 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์ ตามกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันถึงที่สุด และระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 101 กำหนดว่า คำอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องระบุ 1. ชื่อผู้อุทธรณ์และคู่กรณีในอุทธรณ์ 2. ข้อคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น 3. คำขอของผู้อุทธรณ์ 4. ลายมือชื่อผู้อุทธรณ์ ซึ่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในการยื่นคำอุทธรณ์นั้นผู้อุทธรณ์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าปัญหาข้อใดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ผู้อุทธรณ์จะยกปัญหาข้อนั้นขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ก็ได้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ผู้ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด ต้องจัดทำคำอุทธรณ์ให้มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและต้องยื่นคำอุทธรณ์ภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งระยะเวลาการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นกำหนดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด...

การขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีปกครอง

การเขียนคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในคดีปกครอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 45/1 บัญญัติว่า การฟ้องคดีที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามมาตรา 45 วรรคสี่ หากคู่กรณีใดยื่นคำขอต่อศาลโดยอ้างว่า ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาล หรือโดยสถานะของผู้ขอถ้าไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ถ้าศาลเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา หรือในกรณีอุทธรณ์ซึ่งศาลเห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ได้ แล้วแต่กรณี และศาลได้ไต่สวนแล้วเห็นว่ามีเหตุตามคำขอจริงก็ให้ศาลอนุญาตให้คู่กรณีนั้นดำเนินคดี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือเฉพาะบางส่วนได้ คำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้เป็นที่สุด จากบทบัญญัติดังกล่าว หากผู้ฟ้องคดีหรือผู้อุทธรณ์ ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาล หรือโดยสถานะของผู้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลถ้าไม่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลจะได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ก็ให้ยื่นคำขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลปกครองชั้นต้นพร้อมกับคำฟ้องหรือคำอุทธรณ์แล้วแต่กรณี หรือจะยื่นคำขอดังกล่าวในภายหลังก็ได้...

การขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา

การขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในคดีปกครอง ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 75 กำหนดว่า นอกจากกรณีที่กล่าวในข้อ 69 ในเวลาใดๆ ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี ผู้ฟ้องคดีอาจยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองอย่างใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา หรือคู่กรณีอาจยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของ ผู้ขอในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาได้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คู่กรณีอาจยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองอย่างใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา เช่น ผู้ฟ้องคดีอาจยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนศาลมีคำพิพากษา หรือยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำซ้ำ หรือการทำต่อไปซึ่งการละเมิด หรือผิดสัญญา หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีอาจได้รับต่อไป...

เรื่องล่าสุด

เวนคืน : ฟ้องขอให้จ่ายค่าทดแทนที่ดินเพิ่ม

ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดิน และโฉนดที่ดิน ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว มีเนื้อที่บางส่วนอยู่ในแนวเขตที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อดำเนินการสร้างถนน คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ราคาซื้อขายตามปกติในท้องตลาดมีราคาสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ และที่ดินทั้งสองแปลงของผู้ฟ้องคดี มีสภาพทำเลที่ตั้งอยู่ติดถนนวังคาง จึงกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสองแปลงให้ตารางวาละ 6,000 บาท และค่าจดทะเบียนซื้อขายอีกร้อยละ 1.25 รวมเป็นตารางวาละ 6,075 บาท นั้น กรณีนี้เห็นว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงเป็นที่ดินติดกันที่ตั้งอยู่หัวมุมติดถนน 2 ด้าน คือ ทิศเหนือติดถนนวังคาง...