ที่ดิน : ฟ้องเพิกถอนคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก.

0
109

ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ซึ่งออกให้ไว้แก่นาย ส. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2520 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมที่ดิน) ได้มีคำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ให้แก้ไขรูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1543 ตลอดจนเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ถูกต้องตรงกับ รูปแผนที่แนบท้ายคำสั่ง โดยแก้ไขเนื้อที่จาก 17 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา เป็นเนื้อที่ 7 ไร่ 54 ตารางวา เนื่องจากที่ดินตาม น.ส. 3 ก. ดังกล่าวบางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร “ป่าหมายเลข 1 (22)” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2509 ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2553 แจ้งว่าไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีและได้ส่งเรื่องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน) ในฐานะผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 10 มีนาคม 2554 ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า นาย ส. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและก่อนการประกาศกำหนดเป็นเขตป่าไม้ถาวร “ป่าหมายเลข 1 (22)” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2509 การประกาศ เขตป่าไม้ถาวรทับที่พิพาทในภายหลังไม่เป็นการลบล้างสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า การตรวจสอบที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 1543 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 เจ้าหน้าที่รังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก สาขานครไทย ร่วมกับนาง ก. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้30ออกไปทำการรังวัดในพื้นที่จริง ซึ่งการตรวจสอบได้ดำเนินการโดยใ30ช้เครื่อง GPS หาค่าพิกัดรอบแปลงที่ดินตาม น.ส. 3 ก. และเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ในฐานะ ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการระวังชี้แนวเขตป่าไม้เป็นผู้ชี้แนวเขตป่า เพื่อให้เจ้าหน้าที่รังวัดกันแนวเขตที่ดินและระบุจำนวนเนื้อที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร โดยมีผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าของที่ดินร่วมกันชี้แนวเขตตามที่ได้ครอบครอง พร้อมกับเจ้าของที่ดินข้างเคียงและผู้ปกครองท้องที่ ส่วนการตรวจสอบของกรมพัฒนาที่ดินตามหนังสือลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 ที่ผู้ฟ้องคดียกขึ้นกล่าวอ้าง เป็นเพียงการตรวจสอบค่าพิกัดกับแนวเขตป่าไม้ถาวรที่เคยตรวจสอบและรับรองแนวเขตป่าไม้ถาวรให้กับกรมที่ดิน ตามหนังสือลงวันที่ 25 มีนาคม 2539 และได้ถ่ายทอดข้อมูลดังกล่าวลงบนแผนที่ภาพถ่ายออร์โธสี มาตราส่วน 1:4000 โดยมิได้มีการออกไปทำการรังวัดในพื้นที่จริง การตรวจสอบที่ดินเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 เพื่อจัดทำแผนที่ประกอบคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 ตามคำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ให้แก้ไขรูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก. จึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่า และเมื่อคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า นาย ส. ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และก่อนที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2504 เห็นชอบให้บริเวณที่พิพาทเป็นเขตป่าที่ทำการสงวนคุ้มครองไว้เป็นสมบัติของชาติ และก่อนที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2509 เห็นชอบให้บริเวณที่พิพาทเป็นเขตป่าไม้ถาวรก็ตาม แต่เมื่อนาย ส. ละเลยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ต่อนายอำเภอชาติตระการ รวมทั้งมิได้ขอผ่อนผัน ส.ค. 1 ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กรณีจึงถือว่านาย ส. เจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดิน และรัฐมีอำนาจจัดที่ดินดังกล่าวตามบทแห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ดังนั้น เมื่อต่อมานาย ส. ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจรังวัด เพื่อออก น.ส. 3 ก. เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2520 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบกำหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรแล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่านาย ส. ได้ครอบครองที่พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การนำรังวัดออก น.ส. 3 ก. ส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์ คัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ในประเด็นนี้  กรณีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นว่า นาย ส. ได้ครอบครองที่พิพาทและได้นำรังวัดออก น.ส. 3 ก.โดยพื้นที่บางส่วนรุกล้ำที่ดินในอำเภอชาติตระการและมีพื้นที่ซ้อนทับกับเขตป่าไม้ การออก น.ส. 3 ก. ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คำสั่งลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ให้แก้ไข รูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก. เลขที่ 1543 ของผู้ฟ้องคดีให้ถูกต้องตรงกับรูปแผนที่แนบท้ายคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 10 มีนาคม 2554 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2152/2559)

สรุป : เมื่อ น.ส. 3 ก. พิพาทออกทับเขตป่าไม้ถาวรบางส่วนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งให้แก้ไขรูปแผนที่ใน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมาย

การแสดงความเห็นถูกปิด