ท้องถิ่น : การอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าบริเวณทางสาธารณะ

0
65

ในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และมีสิทธิอาศัยในอาคารพาณิชย์จำนวน 2 ห้อง โดยใช้เป็นสถานที่จำหน่ายอุปกรณ์เสริมสวยและเครื่องสำอาง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เทศบาลนครนนทบุรี) ด้านหน้าติดกับทางเดินเท้าและตั้งอยู่ริมถนนพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นถนนสาธารณะมีไว้เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางเดิน ทางรถยนต์ และใช้เป็นที่จอดรถยนต์เพื่อขนถ่ายสินค้าของผู้ประกอบพาณิชยกิจในบริเวณดังกล่าว ต่อมา ผู้ประกอบการค้าหาบเร่แผงลอยจำนวน 4 ราย มาตั้งโต๊ะและแผงลอยเพื่อจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะบริเวณทางเท้าและบนถนนพิบูลสงคราม ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถใช้ประโยชน์บนทางเท้า และใช้เป็นที่จอดรถเพื่อขนถ่ายสินค้าเข้าออกร้านได้ ผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ประกอบการค้าทั้งสี่รายขนย้ายและ รื้อถอนออกเพื่อเปิดทางให้ผู้ฟ้องคดีสามารถประกอบการค้าได้บ้าง แต่ผู้จำหน่ายสินค้าทั้งสี่รายกล่าวอ้างว่าได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี ที่ 2) ให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะได้ ผู้ฟ้องคดีจึงร้องเรียนและขอตรวจสอบหลักฐานต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง และขอให้เปิดทางเข้าออกบริเวณหน้าอาคารพาณิชย์ของผู้ฟ้องคดี ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2552 แจ้งข้อมูลการขออนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะของผู้ค้าทั้งสี่ราย แต่ไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งให้เจ้าพนักงานมาดำเนินการรื้อถอน ขนย้ายโต๊ะหรือแผงลอยออกไปให้พ้นจากที่หรือทางสาธารณะบริเวณหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งห้ามหรือไม่ออกใบอนุญาตให้แก่ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะบริเวณหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดี เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและสิทธิอาศัยอาคารพาณิชย์ ขณะเกิดเหตุพิพาทในคดีนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังไม่ได้ประกาศกำหนดให้พื้นที่ถนนพิบูลสงครามบนทางเท้าฝั่งทิศตะวันตก ตั้งแต่ซอยบุญญวัฒน์ ถึงปากซอยพิบูลสงคราม 21 (ซอยแสงเทียน) เป็นพื้นที่ผ่อนผันการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ คงมีแต่ถนนพิบูลสงครามพื้นที่บนทางเท้าฝั่งทิศใต้ ตั้งแต่แยกถนนประชาราษฎร์ถึงซอยบุญญวัฒน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อบริเวณพื้นที่ที่พิพาทอยู่ติดต่อกับทางเข้าตลาดสดเทศบาลนครนนทบุรีมีการวางแผงจำหน่ายสินค้าบริเวณทางเท้าที่พิพาทมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อนุญาตให้มีการจำหน่ายสินค้าบริเวณทางเท้าตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข พุทธศักราช 2484 และเป็นการวางแผงจำหน่ายสินค้าก่อน พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้เมื่อต่อมารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพของประชาชนตามโครงกาแปลงสินทรัพย์เป็นทุนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นจึงได้กำหนดให้มีการดำเนินการโครงการนำร่องในพื้นที่เทศบาลนครนนทบุรี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. รักษาความสะอาดแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร จึงมีอำนาจในการออกประกาศเทศบาลนครนนทบุรี เรื่อง การกำหนดพื้นที่ผ่อนผัน หลักเกณฑ์ ขั้นตอน การจัดระเบียบ การจำหน่ายสินค้า และวิธีการรับสมัครผู้จำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ เขตเทศบาลนครนนทบุรี ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 ได้ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และตามประกาศดังกล่าว ข้อ 1. กำหนดพื้นที่ผ่อนผันการตั้งวางจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะเขตเทศบาลนครนนทบุรี 1.1 ถนนประชาราษฎร์ พื้นที่บนทางเท้าฝั่งใต้ ตั้งแต่ซอยข้างอาคารสำนักงานเทศบาลเดิมถึงถนนพิบูลสงคราม 1.2 ถนนพิบูลสงคราม พื้นที่บนทางเท้าฝั่งตะวันตกตั้งแต่แยกถนนประชาราษฎร์ ถึงซอยบุญญวัฒน์ แม้จะไม่ปรากฏว่าพื้นที่พิพาทบริเวณทางเท้าริมถนนพิบูลสงครามตั้งแต่ปากซอยบุญญวัฒน์ถึงปากซอยพิบูลสงคราม 21 (ซอยแสงเทียน) อยู่ในประกาศกำหนดพื้นที่ผ่อนผันดังกล่าว แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ติดป้ายหน้าปากซอยพิบูลสงคราม 21 ให้พื้นที่พิพาทเป็นพื้นที่ผ่อนผันให้มีการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะได้ และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาทบทวน ที่จะให้มีการประกาศเป็นพื้นที่ผ่อนผันต่อไป การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะให้แก่ผู้ประกอบการค้าทั้งสี่รายโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 41 มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และเทศบัญญัติเทศบาลนครนนทบุรี เรื่อง การจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ พ.ศ. 2541 ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจตามกฎหมายในการออกใบอนุญาตให้กับผู้จำหน่ายสินค้าในพื้นที่พิพาท ประกอบกับเป็นกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการบำรุงและส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎรตามมาตรา 57 ประกอบมาตรา 54 (3) แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 เมื่อต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ถึงผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีในฐานะเจ้าพนักงานจราจร ขอความเห็นชอบกำหนดพื้นที่ผ่อนผันการตั้งวาง จำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะบริเวณทางเท้าถนนพิบูลสงครามฝั่งตะวันตก ตั้งแต่แยกซอยบุญญวัฒน์ถึงซอยแสงเทียนเป็นพื้นที่ผ่อนผันการตั้งวางจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกา ถึงเวลา 19.30 นาฬิกา ซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีมีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2552 เห็นชอบให้ผ่อนผันการตั้งวางจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะดังกล่าว 3 0แต่ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตีเส้นจุดผ่อนผันให้ชัดเจนไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ใช้ทางเท้า ทำราวเหล็กบริเวณที่ผ่อนผันเพื่อป้องกันผลกระทบกับการจราจร และจัดเทศกิจกวดขันบริเวณจุดที่ผ่อนผัน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีประกาศกำหนดให้บริเวณทางเท้าถนนพิบูลสงครามฝั่งทิศตะวันตก ตั้งแต่ปากซอยบุญญวัฒน์ถึงปากซอยพิบูลสงคราม 21 (ปากซอยแสงเทียน) เป็นจุดผ่อนผัน โดยกำหนดเวลาจำหน่ายสินค้า ตั้งแต่เวลา 5 นาฬิกา ถึงเวลา 19.30 นาฬิกา3 0 แม้ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งความกว้างทางเท้าหน้าอาคารของผู้ฟ้องคดีต่อเจ้าพนักงานจราจรคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง จากความกว้าง 1.80 เมตร เป็นความกว้าง 4 เมตร ในการขอความเห็นชอบกำหนดพื้นที่ผ่อนผันในพื้นที่พิพาทก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ได้ลดขนาดพื้นที่แผงเหลือความกว้าง 90 เซนติเมตร เพื่อให้ได้สัดส่วนกับพื้นที่ทางเท้า และเมื่อพิจารณาสภาพทางพิพาทแล้ว ก็ยังไม่เกิดความเสียหาย แก่ผู้ฟ้องคดีเกินสมควร นอกจากนี้ หากเจ้าพนักงานจราจรเห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีปัญหาในการจัดการจราจรแล้ว ก็สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่เห็นเป็นการสมควร ดังนั้น การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการออกประกาศผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เรื่อง กำหนดพื้นที่ผ่อนผัน การจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 โดยกำหนด พื้นที่ผ่อนผันถนนพิบูลสงครามบนทางเท้าฝั่งทิศตะวันตก ตั้งแต่ซอยบุญญวัฒน์ถึงปากซอยพิบูลสงคราม 21 (ปากซอยแสงเทียน) จึงเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแต่ก็ต้องคำนึงถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าวด้วย เมื่อปรากฏว่าบริเวณด้านหน้าร้านค้าของผู้ฟ้องคดีมีประตูกระจกด้านหน้าอาคารสองประตู ประตูแรกกว้าง 1.70 เมตร ประตูที่สองกว้าง 1 เมตร การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดให้มีช่องทางเข้าออกบริเวณหน้าร้านของผู้ฟ้องคดีไว้ 1.50 เมตร นั้น เห็นว่า ยังไม่สอดคล้องกับความกว้างของประตูที่กว้าง 1.70 เมตร จึงเห็นสมควรกำหนดช่องทางเข้าออกบริเวณหน้าร้านของผู้ฟ้องคดีที่ระยะห่าง 1.70 เมตรจึงจะเหมาะสมกับสภาพพื้นที่พิพาท หากต่อมาปรากฏว่า ช่องทางเข้าออกหน้าร้านของผู้ฟ้องคดี ไม่ได้เว้นระยะห่างเป็นไปตามที่ศาลกำหนด เป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองที่จะต้องจัดระเบียบการจำหน่ายสินค้าให้เป็นไปตามข้อ 2 และข้อ 3 ของประกาศเทศบาลนครนนทบุรี เรื่อง การกำหนดพื้นที่ผ่อนผัน หลักเกณฑ์ ขั้นตอน การจัดระเบียบการจำหน่ายสินค้า และวิธีการรับสมัครผู้จำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ เขตเทศบาลนครนนทบุรี ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 โดยเคร่งครัด และใช้อำนาจตามมาตรา 26 และมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในการป้องกันเหตุรำคาญตามสมควรแก่กรณีเพื่อมิให้เป็นการสร้างภาระให้กับผู้ฟ้องคดี เกินสมควร ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองควบคุมดูแลผู้ประกอบการค้าให้เว้นที่ว่างเพื่อเป็นช่องทางเข้าออกจากประตูกระจกหน้าร้านของผู้ฟ้องคดีไปยังถนนพิบูลสงคราม สำหรับเป็นทางเดิน หรือขนสินค้าให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร รวมทั้งควบคุมดูแลผู้ประกอบการค้าให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 พ.ร.บ. การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ข้อกำหนดการผ่อนผันและมิให้กระทำผิดเงื่อนไขในการอนุญาตด้วย คำขอนอกจากนี้ ให้ยก ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นให้30ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองควบคุมดูแลผู้ประกอบการค้าให้เว้นที่ว่างเพื่อเป็นช่องทางเข้าออกจากประตูกระจกหน้าร้านของผู้ฟ้องคดีไปยังถนนพิบูลสงครามสำหรับเป็นทางเดินหรือขนสินค้าให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.70 เมตร

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2067/2559)

สรุป : แม้ว่ากำหนดพื้นที่ผ่อนผันให้จำหน่ายสินค้าบริเวณทางสาธารณะจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว แต่ยังมิได้เว้นที่ว่างเพื่อเป็นช่องทางเข้าออกอาคารบริเวณดังกล่าวอย่างเหมาะสม จึงต้องเว้นที่ว่างเพื่อเป็นทางเดินหรือขนสินค้าให้แก่เจ้าของอาคารโดยมีความกว้าง ให้เหมาะสมต่อไป

การแสดงความเห็นถูกปิด