ละเมิด : ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีเทศบาลไม่ดูแลท่อระบายน้ำเป็นเหตุให้ผู้ใช้ทางตกลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัส

0
102

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2552 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ฟ้องคดีได้ขับขี่รถจักรยานยนต์พร้อมกับเพื่อนร่วมงานไปตามถนนทางเข้านิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ก่อนถึงสี่แยกส้มหล่น เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และจอดรถจักรยานยนต์แล้วเดินไปข้าง บริเวณดังกล่าว ไม่มีแสงไฟ ไม่สามารถมองเห็นว่ามีท่อระบายน้ำไม่มีฝาปิดอยู่ ทำให้ผู้ฟ้องคดีเดินไปตกท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดี (เทศบาลเมืองมาบตาพุด) ได้รับบาดเจ็บสาหัส และผู้ฟ้องคดีได้พักรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยองเป็นเวลา 1 คืน เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 68,363.50 บาท และได้ย้ายไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลระยอง เป็นระยะเวลา 4 เดือน เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 30,807 บาท และแพทย์โรงพยาบาลระยองมีความเห็นให้ผู้ฟ้องคดีพักรักษาตัว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2553 ภายหลังออกจากโรงพยาบาลแล้วทางบริษัทที่ผู้ฟ้องคดีทำงานอยู่เห็นว่าผู้ฟ้องคดียังเดินไม่คล่อง จึงให้พักรักษาตัวอีก 2 เดือน ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ผู้ฟ้องคดีจึงทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาแล้วให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 35,363.50 บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่เป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหาย ดังนี้ ค่ารักษาพยาบาลทั้งสองโรงพยาบาลเป็นเงินจำนวน 99,170.50 บาท ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้เป็นเวลา 6 เดือน เดือนละ 6,500 บาท เป็นเงินจำนวน 39,000 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงรายวัน วันละ 300 บาท เป็นเวลา 87 วัน เป็นเงินจำนวน 26,100 บาท ค่าเช่าบ้านเป็นเวลา 6 เดือน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเงินจำนวน 12,000 บาท ค่านำรถจักรยานยนต์ไปจำนำ เป็นเงินจำนวน 11,928 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 188,198.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องคดีจนกว่าจะชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีเสร็จสิ้น

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายสาหัส ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดนั้นตามมาตรา 420 ประกอบกับมาตรา 438 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยที่ค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียไปเนื่องจากการกระทำละเมิด และแม้ผู้ฟ้องคดีมิได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเต็มจำนวนเนื่องจากบริษัท ม. ผู้รับประกันภัยและสำนักงานประกันสังคมชำระค่ารักษาพยาบาลให้บางส่วน ก็เป็นกรณีที่บริษัท ม. ชำระค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่มีตามสัญญาประกันภัยและที่สำนักงานประกันสังคมชำระค่ารักษาพยาบาลก็เป็นสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้ประกันตนและออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม อันเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่การชำระเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดี ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวนจากผู้กระทำละเมิดตามมาตรา 444 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว และจากเหตุละเมิดดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถประกอบการงานได้ ซึ่งข้อเท็จจริงจากหลักฐานสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือนระบุว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินเดือน เดือนละ 6,500 บาท และจากหลักฐานใบแจ้งยอดเงินสมทบสมาชิก กองทุนประกันสังคม ออกโดยสำนักงานประกันสังคมระยองระบุว่า มีการนำเงินค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสมทบของผู้ฟ้องคดีเป็นเงินค่าจ้างเดือนละ 6,500 บาท ซึ่งตรงกับอัตราเงินเดือนที่บริษัท ป. จ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับเงินเดือน เดือนละ 6,500 บาท เป็นประจำทุกเดือนจริง ส่วนค่าเช่าบ้าน เมื่อพิจารณาจากหลักฐานสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือนที่ระบุว่าผู้ฟ้องคดีได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท เห็นได้ว่า ค่าเช่าบ้านเป็นสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับจากการประกอบอาชีพทำมาหาได้ เป็นประจำทุกเดือนจากนายจ้าง

ดังนั้น เงินเดือนและค่าเช่าบ้านจึงเป็นค่าเสียความสามารถประกอบการงานที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับตามมาตรา 444 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าต้องพักรักษาตัวและต้องไปตรวจร่างกายตามที่หมอนัดเป็นเวลา 4 เดือน และทางบริษัท ป. ให้พักรักษาตัวต่ออีก 2 เดือน ทำให้ผู้ฟ้องคดีขาดรายได้เป็นเงินเดือน เดือนละ 6,500 บาท และค่าเช่าบ้าน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน และเมื่อพิจารณาประกอบกับความเห็นของแพทย์ที่ระบุว่าให้ผู้ฟ้องคดีพักรักษาตัวตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2552 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2553 จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเงินเดือน เดือนละ 6,500 บาท เป็นเวลา 3 เดือน 10 วัน เป็นเงิน 21,666.67 บาท และค่าเช่าบ้าน เดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 8,000 บาท ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยง วันละ 300 บาท นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองเงินเดือนที่ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท แต่จากหลักฐานใบแจ้งยอดเงิน สมทบสมาชิก กองทุนประกันสังคม ออกโดยสำนักงานประกันสังคมระยอง ไม่ปรากฏยอดเงินค่าเบี้ยเลี้ยงนำมาคำนวณเงินสมทบ จึงรับฟังได้ว่าในช่วงระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบดังกล่าวผู้ฟ้องคดีไม่มีรายได้จากเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ประกอบกับถ้อยคำผู้จัดการบริษัท ป. ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดว่า ปกติในการจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ออกสลิปเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง จึงไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้เบี้ยเลี้ยงต่อวันเป็นประจำทุกเดือนหรือไม่ เพราะเบี้ยเลี้ยงจะได้ก็ต่อเมื่อได้ออกไปทำงานหน้างาน ดังนั้น ค่าเบี้ยเลี้ยงจึงไม่ใช่ค่าเสียความสามารถประกอบการงานที่ผู้ฟ้องคดีจะมีสิทธิได้รับตามมาตรา 444 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 99,170.50 บาท ค่าขาดรายได้เป็นเงินเดือน เป็นเงิน 26,000 บาท ค่าเช่าบ้าน เป็นเงิน 8,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 133,170.50 บาท

ทั้งนี้ ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนละเมิดนั้น ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดให้สถานใดเพียงใดก็แล้วแต่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนหลักเกณฑ์ที่ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2546 เรื่อง หลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่ต้องเรียกชดใช้ตาม ความรับผิดทางละเมิด และหลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ประกาศ ณ วันที่ 27 กันยายน 2545 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบและแนวทางในการพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ดังนั้น ศาลไม่จำต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อวินิจฉัยกำหนด ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 99,170.50 บาท ค่าขาดรายได้เป็นเงินเดือน 21,666.67 บาท ค่าเช่าบ้านจำนวน 6,000 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงเป็นเงิน 9,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 135,837.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2553 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้ผู้ฟ้องคดีเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ภายใน 120 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนแห่งการชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 99,170.50 บาท ค่าขาดรายได้เป็นเงินเดือน เป็นเงิน 21,666.67 บาท ค่าเช่าบ้าน เป็นเงิน 8,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 128,837.17 บาท และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2059/2559)

สรุป : เมื่อเทศบาลกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ใช้ทางได้รับอันตรายสาหัส เทศบาลจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดนั้น และแม้ผู้เสียหาย จะมิได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวนเนื่องจากบริษัทประกันชีวิตและสำนักงานประกันสังคมชำระค่ารักษาพยาบาลให้บางส่วน เทศบาลก็ต้องรับผิดชดใช้ค่ารักษาพยาบาลเต็มจำนวน

การแสดงความเห็นถูกปิด