สัญญาทางปกครอง : ฟ้องขอคืนเบี้ยปรับที่รับไว้เกินส่วนตามสัญญาจ้างปรับปรุงพื้นที่หน่วยไตเทียม

0
63

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2548 ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญารับจ้างผู้ถูกฟ้องคดี ปรับปรุงพื้นที่หน่วยไตเทียม จำนวน 1 งาน สำหรับปฏิบัติงานในสาขาวิชาวักกะวิทยาภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2549 ล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญาเป็นเวลา 190 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีคิดค่าปรับในอัตราวันละ 8,065.41 บาทเป็นเงินรวม 1,532,427.90 บาท ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการคิดค่าปรับเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างไม่เป็นไปตามระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการพัสดุเงินรายได้ พ.ศ. 2536 ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อขอคืนเบี้ยปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ปรับไว้เกิน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 แจ้งว่าไม่สามารถคืนเบี้ยปรับให้ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายคืนเบี้ยปรับซึ่งปรับไว้เกินเป็นเงินจำนวน 725,887.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ 5 และงวดที่ 6 (งวดสุดท้าย) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2549 และคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับมอบงานไว้แล้ว กรณีจึงเป็นการส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดในสัญญาเป็นเวลา 190 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีสิทธิปรับ ผู้ฟ้องคดี แม้จำนวน30เงินค่าปรับดังกล่าวจะเกินกว่า30ร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างก็ตาม เนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีการแจ้งสงวนสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีไว้แล้วเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จะมีการส่งมอบงานจ้างในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ให้ความยินยอมให้ผู้ถูกฟ้องคดีปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ตามหนังสือลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 และผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้ บอกเลิกสัญญาโดยยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการก่อสร้างต่อไป ทั้งๆ ที่กำหนดเวลาทำงานตามสัญญาได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้สิทธิปรับจึงชอบด้วยข้อกำหนดในสัญญาข้อ 15 ประกอบกับข้อ 98 ของระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการพัสดุเงินรายได้ พ.ศ. 2536 แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวงเงินค่าจ้างในการปรับปรุงพื้นที่หน่วยไตเทียมจำนวน 7,977,419.43 บาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดีใช้สิทธิปรับผู้ฟ้องคดี เป็นเวลา 190 วัน คิดเป็น เงินค่าปรับถึง 1,532,427.90 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 19.21 ของเงินค่าจ้าง และเมื่อพิจารณาผลงานการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีที่แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ประกอบกับความเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับในขณะที่ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้า ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดี ไม่สามารถใช้พื้นที่ได้นั้น ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดียังคงใช้พื้นที่ก่อสร้างบางส่วนรับคนไข้ได้แม้ไม่เต็ม ตามประโยชน์การใช้สอยก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ได้เสียของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า จำนวนเงินค่าปรับดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าความเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับ และเป็นเงินค่าปรับที่สูงเกินส่วนตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลดค่าปรับลงได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 40 ของจำนวนเงินค่าปรับทั้งหมดคงเหลือค่าปรับที่เรียกเก็บแก่ผู้ฟ้องคดีในอัตราร้อยละ 60 ของจำนวนเงินค่าปรับทั้งหมด ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องคืนเงินค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 612,971.16 บาท ส่วนกรณีดอกเบี้ยของเงินค่าปรับนั้น การคืนเงินที่ได้หักไว้สูงเกินส่วนให้แก่ผู้ฟ้องคดีมิใช่กรณีชำระหนี้ล่าช้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่อย่างใด ที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินค่าปรับตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดยังไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินค่าปรับแก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 612,971.16 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1095/2559)

สรุป : ในระหว่างที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า ผู้ว่าจ้างยังสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ทำการก่อสร้างได้บางส่วน จึงมีเหตุที่จะปรับลดเบี้ยปรับลงได้ ผู้ว่าจ้างจึงต้องคืนค่าปรับที่หักไว้เกินส่วนให้แก่ผู้รับจ้าง และการค่าปรับที่ได้หักไว้สูงเกินส่วนมิใช่กรณีชำระหนี้ล่าช้าผู้ว่าจ้างจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัด

การแสดงความเห็นถูกปิด