กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง : การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม

0
78

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ศาลจังหวัดภูเขียวได้มีคำพิพากษา ให้ผู้ฟ้องคดี (จำเลย) และบริวารรื้อถอน รั้วลวดหนามออกจากแนวเขตตามแผนที่ และขนย้ายออกจากที่ดินของนาย ว. (โจทก์) และห้าม ผู้ฟ้องคดีเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวอีก ซึ่งศาลจังหวัดภูเขียวได้มีคำบังคับในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 ให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ และผู้ถูกฟ้องคดี (เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชัยภูมิ สาขาภูเขียว) ได้มีประกาศลงวันที่ 29 ตุลาคม 2558 กำหนดวันทำการรื้อถอนรั้วลวดหนามในวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดภูเขียว แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องนาย ว. เป็นคดีอาญา ต่อศาลจังหวัดภูเขียว ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ซึ่งความเท็จจริงนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีที่ทำให้ผลของคดี เปลี่ยนแปลงไป โดยคดีอาญาดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่กำหนด วันทำการรื้อถอนลวดหนามจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลพิพากษาให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นการกระทำละเมิด และให้ยกเลิกการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี เห็นว่า ความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้องคดีนี้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในกระบวนการบังคับคดีแพ่ง ตามคำบังคับของศาลจังหวัดภูเขียว อันเป็นกระบวนการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากกระบวนการดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมที่มีคำบังคับให้มีคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใดๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควรตามมาตรา 296 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจ การพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ชอบแล้ว

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1377/2559)

สรุป : คดีพิพาทเกี่ยวกับกระบวนการบังคับคดีแพ่งไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

การแสดงความเห็นถูกปิด