ที่ดิน : ขอให้เพิกถอนคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในที่ดิน

0
644

ประเด็นในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ 96 ตารางวา ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีคำสั่งลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในที่ดินแปลงดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีเป็น 69 ตารางวา เนื่องจากออกทับลำบางสาธารณประโยชน์บางส่วนประมาณ 27 ตารางวา ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2549 และต่อมารองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่าอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น จึงยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีข้างต้นไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 และให้ทำการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้อง

กรณีนี้เห็นว่า ในการตรวจสอบที่ดินพิพาทของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ตามคำสั่งอำเภอ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2536 นั้น บริเวณดังกล่าวมีลำบางสาธารณประโยชน์อยู่จริง แต่ตื้นเขินกว้าง 14 เมตร จึงได้ปักหลักแสดงแนวเขตพร้อมทำแผนที่ (ร.ว. 67) แสดงไว้ และต่อมา คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ก็มีความเห็นว่า ที่ดินพิพาทบางส่วนทับลำบางสาธารณประโยชน์จริง เพียงแต่สภาพภูมิประเทศในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เข้าใจผิดว่าที่ดินดังกล่าวอาจไม่ทับลำบางสาธารณประโยชน์ มีความเห็นให้แก้ไขที่ดิน น.ส. 3 ก. แปลงพิพาท โดยกันเขตส่วนที่ทับลำบางสาธารณประโยชน์ออก ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า ลำบางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งไม่สามารถโอนให้แก่กันได้ รวมถึงแม้ผู้ครอบครอง จะครอบครองนานเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าที่ดินพิพาทได้ออกทับ ลำบางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว กรณีจึงเป็นการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้มีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2543 นอกจากนี้ ในขั้นตอนการตรวจสอบซึ่งจะต้องแจ้งให้ ผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้าน นั้น ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีได้ให้ถ้อยคำ ตามบันทึกถ้อยคำ (ท.ด. 16) ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 ว่า ยินยอมให้ทางราชการแก้ไข น.ส. 3 ก. ให้ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง โดยกันส่วนที่ทับลำบางสาธารณประโยชน์ออกจาก น.ส. 3 ก. ของผู้ฟ้องคดีได้ โดยไม่ติดใจใดๆ กรณีจึงถือได้ว่า ในขั้นตอนการตรวจสอบก่อนที่ ผู้ถูกฟ้องคดีจะมีคำสั่งลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ที่ดินพิพาท นั้นถือว่าผู้ฟ้องคดีได้ยอมรับอยู่แล้วว่า ที่ดินดังกล่าวออกทับลำบางสาธารณประโยชน์จริง และถือว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีการคัดค้าน กรณีจึงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของผู้ฟ้องคดี บางส่วนทับลำบางสาธารณประโยชน์ จำนวน 27 ตารางวา การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าว จึงเป็นการออกไปโดยคลาดเคลื่อนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 19 ตุลาคม 2549 ให้แก้ไข รูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขเอกสารสิทธิ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการสงวนและรักษาไว้ซึ่งสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ข้อพิพาทในกรณีนี้ เกิดจากผู้ฟ้องคดีไปมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล นั้น กรณีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทของผู้ฟ้องคดีกับผู้มีอิทธิพลแต่อย่างใด ส่วนที่อุทธรณ์ว่า กรณีนี้ เจ้าพนักงานที่ดินได้ตรวจสอบพื้นที่ และได้ยอมรับว่าการรังวัดคลาดเคลื่อนและไม่ทับลำบางสาธารณะแล้ว นั้น ในการตรวจสอบครั้งแรกได้ชี้ชัดว่าที่ดินพิพาทบางส่วนทับลำบางสาธารณประโยชน์จริง ซึ่งผู้ฟ้องคดีก็ยอมรับแล้ว แม้ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน จะเห็นว่า ที่ดินพิพาทไม่ทับลำบางสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อกรมที่ดินได้กำหนดประเด็น โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม พร้อมทั้งให้จัดทำรูปแผนที่แสดงแนวเขต น.ส. 3 ก. และลำบางสาธารณประโยชน์ให้ชัดเจนแล้ว ปรากฏว่า น.ส. 3 ก. ที่พิพาทได้ออกทับลำบางสาธารณประโยชน์บางส่วนจริง โดยคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า การชี้เขตผิดพลาดเนื่องจากสภาพภูมิประเทศในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ปักหลักเขตให้ชัดเจน นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็นพิพาทในคดีนี้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2177/2559)

สรุป : เมื่อที่ดินพิพาทได้ออกทับ ลำบางสาธารณประโยชน์บางส่วนกรณีจึงเป็นการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินคลาดเคลื่อน และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินย่อมมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนหรือแก้ไขได้

การแสดงความเห็นถูกปิด