สัญญาทางปกครอง : ฟ้องขอให้ชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารและคืนหลักประกัน การปฏิบัติตามสัญญา

0
54

คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตกลงว่าจ้างผู้ฟ้องคดีทำการก่อสร้างอาคารที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายใน 180 วัน วงเงินค่าจ้าง 3,600,000 บาท โดยแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็นงวดๆ รวมหกงวด และผู้ฟ้องคดีได้นำเช็คของธนาคาร จำนวนเงิน 179,750 บาท มอบให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ต่อมา ในวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการส่งมอบงานงวดที่ 2 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี และได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดดำเนินการก่อสร้าง ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือฉบับ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2552 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า คณะกรรมการตรวจการจ้างไม่ลงนามรับงานงวดที่ 2 และมีหนังสือฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 วันที่ 21 พฤษภาคม 2553 และวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการแก้ไขแบบก่อสร้างอาคารที่ทำการ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ 3 และงวดที่ 4 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีเช่นกัน ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าก่อสร้างในงวดงานที่ 2 งวดงานที่ 3 และงวดงานที่ 4 เป็นเงินจำนวน 2,334,550 บาท และเงินค้ำประกันการก่อสร้างจำนวน 179,750 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,514,300 บาท เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานงวดที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ซึ่งอยู่ภายในระยะเวลา 60 วัน นับจากวันลงนามในสัญญาจ้างต่อผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีโดยคณะกรรมการตรวจการจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถูกฟ้องคดี จึงมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจรับงานจ้างในงานงวดที่ 2 ตามที่ผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบนั้น ว่าเป็นการถูกต้อง ครบถ้วน หรือเป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดตามข้อกำหนดในสัญญาหรือไม่ แต่จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดดำเนินการก่อสร้างไว้ก่อน ก็ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการตรวจการจ้างได้ดำเนินการตรวจรับงานจ้างในงวดที่ 2 การที่คณะกรรมการตรวจการจ้างมิได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีที่ไม่สามารถเบิกเงินค่าจ้างในงานงวดที่ 2 ได้ และเมื่อพิจารณาจากภาพถ่าย ของอาคารก่อสร้างที่ผู้ฟ้องคดีได้ทำการก่อสร้างฐานรากและตอม่อในงานงวดที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่างานงวดที่ 2 ในการก่อสร้างฐานรากและตอม่อยังไม่แล้วเสร็จ ไม่เรียบร้อยหรือไม่ถูกต้องตามแบบ จึงเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำงานในงวดงานที่ 2 แล้วเสร็จตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องจ่ายค่าจ้างในงวดงานที่ 2 ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 898,750 บาท ตามสัญญาการที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่จ่ายเงินค่าจ้างในงวดงานที่ 2 ให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีตกเป็น

ผู้ผิดสัญญา สำหรับค่าจ้างของงานงวดที่ 3 งานงวดที่ 4 และประเด็นเรื่องหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา นั้น ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ว่าจ้างได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดดำเนินการก่อสร้างไว้ก่อนตามหนังสือลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสืออีกสามฉบับ คือ หนังสือลงวันที่ 3 มีนาคม 2553 หนังสือลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 และหนังสือลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการแก้ไขแบบก่อสร้างอาคารที่ทำการดังกล่าว จึงเป็นการใช้อำนาจตามสัญญาจ้างก่อสร้างที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ดังกล่าวไว้ก่อน และทำการตกลงกันเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้าง ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 นั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่คู่สัญญา แต่ผู้ฟ้องคดีหาได้หยุดดำ เนินการก่อสร้างไม่แต่กลับดำเนินการก่อสร้างต่อไป และส่งมอบงานงวดที่ 3 และงวดที่ 4 ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามสัญญาจ้าง ข้อ 4 ที่กำหนดว่า ในงานงวดที่ 3 และงานงวดที่ 4 ผู้ฟ้องคดีจะต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และภายใน 120 วัน ตามลำดับ นับแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ได้ตกเป็น ผู้ผิดสัญญาจ้างดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในงานงวดที่ 3 และงานงวดที่ 4 ตามข้อ 4 ของสัญญาจ้างก่อสร้าง ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 และคดีนี้เมื่อคู่สัญญามีข้อพิพาทเกี่ยวกับ สัญญาจ้างดังกล่าว และไม่ได้มีการปฏิบัติตามสัญญาต่อกันจนเวลาล่วงเลยมาเกือบสามปีนับแต่ วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีหยุดดำเนินการก่อสร้าง (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552) ถึงวันฟ้องคดี (วันที่ 10 ตุลาคม 2555) อันไม่อาจจะอ้างได้ว่าคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาจ้างดังกล่าวจึงสิ้นผลไปโดยปริยาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเช็คของธนาคาร ซึ่งเป็นหลักประกันการปฏิบัติ ตามสัญญาไปเบิกเป็นเงินสดแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดใช้เงินจำนวน 179,750 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งในประเด็นค่าจ้างของงานงวดที่ 3 งานงวดที่ 4 และประเด็นเรื่องหลักประกันการปฏิบัติ ตามสัญญาดังกล่าวนั้น ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นในส่วนนี้จึงเป็นที่สุด ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน จำนวน 1,078,500 บาท (898,750 + 179,750) ให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายในหกสิบวันนับแต่คดีถึงที่สุดและให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย -พิพากษายืน

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2030/2559)

สรุป : เมื่อไม่ดำเนินการตรวจรับเงินจ้างและไม่มีการโต้แย้งว่า งานยังไม่แล้วเสร็จ ผู้ว่าจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้าง ส่วนงานที่ทำภายหลังจากที่ผู้ว่าจ้าง ได้มีคำสั่งให้หยุดงานแล้วไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ส่วนการที่คู่สัญญามีข้อพิพาทและไม่ได้ ปฏิบัติตามสัญญาต่อกันเกือบสามปีอันไม่อาจอ้างได้ว่าฝ่ายใดผิดสัญญา สัญญาจึงสิ้นผลไปโดยปริยายและต้องคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา

การแสดงความเห็นถูกปิด