ละเมิด : ฟ้องขอให้รื้อถอนสถานที่ออกกำลังกายบางส่วนที่สร้างทับทางสาธารณประโยชน์

0
510

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้ปลูกห้องแถวไม้ชั้นเดียว 8 ห้อง บนที่ดินแปลงดังกล่าว ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2552 ผู้ฟ้องคดีตรวจสอบสภาพที่ดิน พบว่าผู้ถูกฟ้องคดี สร้างสถานที่ออกกำลังกายปิดบังที่ดินและห้องแถวด้านทิศเหนือยาวประมาณ 20 เมตร ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีให้ดำเนินการ รื้อถอนสถานที่ออกกำลังกายดังกล่าวออกไป แต่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการรื้อถอนว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายบนที่ดินสาธารณะและไม่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ ความเดือดร้อน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศเหนือได้เหมือนเดิม จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสถานที่ออกกำลังกายที่สร้างขวางทางเข้าออกที่ดินและห้องแถว ด้านทิศเหนือออกไป

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายเพื่อให้ประชาชนภายในเขตปกครองใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกาย โดยสร้างในที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ การจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดให้มีและบำรุงรักษาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ การส่งเสริมกีฬา ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายตามความต้องการของประชาชน และตามนโยบายรัฐบาล ในการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง อันมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสาธารณะ ส่งเสริมและเสริมสร้างสุขภาพอนามัยให้ประชาชนทั้งในพื้นที่ใกล้เคียงมีสถานที่ออกกำลังกายและมีสถานที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจอย่างทั่วถึง จึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 ประกอบกับมาตรา 16 (13) แห่ง พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และเมื่อปรากฏว่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ของผู้ฟ้องคดีมีแนวเขตด้านทิศเหนือจดลำชวดอ้อนกระสา ซึ่งเป็นลำรางหรือทางน้ำที่ใช้สัญจรทางเรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้ในเวลาต่อมา ทางน้ำสาธารณประโยชน์ในส่วนที่ติดกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงกลายสภาพเป็นผืนดินไปโดยไม่มีลักษณะเป็นทางน้ำแล้วก็ตาม ก็ยังคงต้องถือว่าที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ของผู้ฟ้องคดีมีแนวเขตทางด้านทิศเหนือติดทางที่ประชาชนใช้สัญจรร่วมกันอันถือเป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่เช่นเดิม

อีกทั้งเมื่อพิจารณารูปแผนที่ท้ายโฉนดที่ดิน ซึ่งที่ดินแปลงของผู้ฟ้องคดี แยกออกมาปรากฏว่าแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือปัจจุบันระบุจดทางสาธารณประโยชน์ตลอดแนว ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายมีบางส่วน ทับทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือของโฉนดที่ดินเลขที่ ของผู้ฟ้องคดี เมื่อที่ดิน อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันมิให้ผู้ใดบุกรุกหรือเข้าไปครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนดูแลให้ประชาชน ได้ใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของสภาพการใช้ประโยชน์ของประชาชนตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และข้อ 4 (2) และข้อ 5 (2) ข้อ 8 ของระเบียบ กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2544 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบ และกฎหมาย ทั้งยังเป็นการก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายบางส่วนทับทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งต้องใช้ประโยชน์เพื่อการสัญจรของประชาชน และสถานที่ออกกำลังกายดังกล่าวปิดบังที่ดิน และห้องแถวของผู้ฟ้องคดีทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถเข้าออกห้องแถวโดยรถยนต์ได้เหมือนเดิม อันเป็น การสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ฟ้องคดี จึงถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายในที่ดินส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์เป็นการกระทำโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 3800 เมื่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีจดทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือ แต่ไม่อาจ ใช้สิทธิและเสรีภาพในการเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อันเนื่องมาจากที่ ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายบนที่ดินบริเวณพิพาทส่วนที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ในลักษณะที่เป็นการปิดกั้นแนวเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทางด้านทิศเหนือตลอดแนว ทำให้ผู้ฟ้องคดี ไม่สามารถเข้าออกที่ดินโดยรถยนต์สู่ถนนสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศเหนือได้เหมือนเดิม จึงเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิในการใช้ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีในการเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าในการสร้างสถานที่ออกกำลังกายดังกล่าวจะเป็นการสร้างตามความต้องการของประชาชนตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้างก็ตาม แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่อาจทำการสร้างสถานที่สำหรับการออกกำลังกายในลักษณะที่ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยชอบด้วยกฎหมายได้

ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็น การกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำขอผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสถานที่ออกกำลังกาย ที่ได้สร้างขวางทางเข้าออกที่ดินและห้องแถวของผู้ฟ้องคดีด้านทิศเหนือออกไป เห็นว่า หากศาล มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสถานที่ออกกำลังกายบนที่ดินบริเวณพิพาทดังกล่าวแล้ว และโดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อศาลว่าผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างสวนสุขภาพมีเนื้อที่ประมาณ 3 ถึง 4 ไร่ ห่างจากจุดพิพาทประมาณ 500 เมตร และอุปกรณ์ออกกำลังกายที่จะรื้อถอนออกไปยังสามารถนำไปติดตั้งในที่เหมาะสมเพื่อบริการประชาชนต่อไปได้อีก ดังนั้น หากมีการรื้อถอนสถานที่ออกกำลังกายบนที่ดินบริเวณพิพาทแล้ว ก็ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อการจัดทำบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีแต่อย่างใด ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสถานที่สำหรับการออกกำลังกาย ในบริเวณพิพาท และดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีสามารถเข้าออกที่ดิน ทางด้านทิศเหนือโดยรถยนต์ได้เหมือนเดิม ทั้งนี้ ภายในสามสิบวัน นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ถึงที่สุด นั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1393/2559)

สรุป : เมื่อการก่อสร้างสถานที่ออกกำลังกายมีบางส่วนทับทางสาธารณประโยชน์ด้านทิศเหนือ ทำให้ไม่สามารถเข้าออกโดยรถยนต์ได้เหมือนเดิม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำละเมิด

การแสดงความเห็นถูกปิด