ที่ดิน : ขอให้ยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

0
242

ประเด็นในคดีดังกล่าว เนื่องด้วยผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมือเปล่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 ประชาคมหมู่บ้านได้มีการประชุมเพื่อลงประชามติว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าว เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันและมีสมาชิกสภาตำบลจำนวน 2 คน ได้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ไม่รักษาประโยชน์ ของส่วนรวม ประธานประชาคมหมู่บ้านบ้านจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 แจ้งมติดังกล่าวต่อกำนันตำบลเพื่อพิจารณาหรือมีคำสั่งต่อไป ต่อมา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากกำนันตำบลแล้ว จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 ถึงอธิบดีกรมที่ดินผ่านผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งความประสงค์ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้สั่งให้นายช่างรังวัดดำเนินการรังวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าว โดยนายช่างรังวัดได้ดำเนินการรังวัดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ซึ่งผลการรังวัดปรากฏว่าทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งแปลง

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 16 มกราคม 2556 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีและเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงมาระวังชี้แนวเขต ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ที่ดินพิพาทดังกล่าวได้มาโดยการจับจองตั้งแต่บิดาของผู้ฟ้องคดี ที่ประชุมประชาคมหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 อาจเข้าใจผิดในที่ดินดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 และคำขอคัดค้านการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง สาธารณประโยชน์ ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 คัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงแปลงดังกล่าวทั้งแปลง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้สั่งในคำขอดังกล่าวว่ารับคำขอ และให้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลภายใน 60 วันนับแต่วันที่รับคำขอของผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยกเลิกการรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หยุดบุกรุกที่ดินของผู้ฟ้องคดี และทำการปรับปรุงที่ดินที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และให้สำนักงานที่ดินจังหวัด สาขาหนองหาน ออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุด เห็นว่า จากหลักฐานบันทึกการประชุมประชาคมหมู่บ้านเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 และจากหลักฐานการสอบสวนพยานในพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมาของที่ดินพิพาท ได้ข้อสรุปตรงกันว่า พื้นที่พิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำสาธารณะ มีต้นผือปกคลุมหนองน้ำ เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งก็สอดคล้องกับรายงานการรังวัดที่ดินแปลงพิพาทของช่างรังวัด ลงวันที่ 16 มกราคม 2556 ที่รายงานว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ นอกจากนั้น ข้อเท็จจริง ยังปรากฏชัดแจ้งจากโฉนดที่ดินแปลงข้างเคียงที่อยู่โดยรอบของที่ดินพิพาททั้งด้านทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก (ด้านทิศใต้จดทางสาธารณประโยชน์) ซึ่งออกมาก่อนแล้ว ต่างก็ระบุว่า ที่ดินพิพาทเป็น “หนองกุง” และยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ใด โดยเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน ซึ่งอยู่ติดกับทางด้านทิศเหนือของที่ดินพิพาท โดยได้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2541 ก็ได้ยอมรับ ในผลการรังวัดออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวที่ระบุว่า ด้านทิศใต้ของโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวจด “หนองกุง” โดยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการระวังชี้แนวเขตของนาย ส. ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้มารับรองแนวเขตที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงดังกล่าวแทนว่าที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า แม้ที่ดินพิพาทที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอรังวัดออก น.ส.ล. จะไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และนายกเทศมนตรีตำบลซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินดังกล่าว ตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2551 ประกอบกับข้อ 4 (2) และข้อ 5 (2) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2544 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพยานต่างๆ และสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ราษฎรและผู้สูงอายุในพื้นที่รวมทั้งผู้ปกครองท้องที่ทั้งในอดีตและปัจจุบันแล้ว ต่างให้ถ้อยคำยืนยันในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยมีสภาพเป็นหนองน้ำและใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกันของราษฎร จึงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เกิดจากสภาพการใช้ประโยชน์ร่วมกันของราษฎร ตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่กลับไม่ได้แจ้ง ส.ค. 1 ไว้ หรือมีพยานเอกสารอื่นใดมาแสดง นอกจากการกล่าวอ้างพยานบุคคลที่เป็นญาติของผู้ฟ้องคดีเท่านั้นมาอ้างอิง จึงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ที่ไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินแปลงหนองกุงสาธารณประโยชน์ตามมาตรา 8 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 334 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการให้ตามคำขอ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยคำขอในคำฟ้องข้อ 2 ว่า ศาลจะสั่งให้ออกโฉนดที่ดินในที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่อีก ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้นชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2039/2559)

สรุป : เมื่อพยานหลักฐาน ปรากฏชัดว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เกิดจากสภาพการใช้ประโยชน์ ร่วมกันของราษฎรการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในบริเวณดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย

การแสดงความเห็นถูกปิด