การเวนคืน : ฟ้องขอเงินค่าทดแทนเพิ่ม

0
641

ในประเด็นคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน เนื้อที่ 41 ไร่ 80 ตารางวา ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนบางส่วนตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2551 เพื่อสร้างทางหลวงชนบทสายเชื่อมระหว่างถนนข้าวหลามกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 เมื่อมีการรังวัดของสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนจริงเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตารางวาละ 1,500 บาท ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อมา คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนฯ มีมติยืนราคาค่าทดแทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยจึงยืนราคาค่าทดแทน ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับการกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าว จึงฟ้องขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 3,750 บาท

กรณีนี้เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้มีมติกำหนดราคาค่าทดแทน 1.5 เท่าของราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ แต่ไม่ต่ำกว่าตารางวาละ 1,500 บาท ที่ดินของผู้ฟ้องคดีมีราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ตารางวาละ 650 บาท คูณด้วย 1.5 แล้วได้ค่าทดแทนตารางวาละ 975 บาท ซึ่งเป็นค่าทดแทนที่ต่ำกว่าตารางวาละ 1,500 บาท การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคาตารางวาละ 1,500 บาท จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดไว้แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นที่ดินแปลงใหญ่ มีเนื้อที่ 41 ไร่ 80 ตารางวา รูปแปลงเป็นสี่เหลี่ยมคางหมู อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์สองด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก และด้านทิศใต้ ที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงมีศักยภาพที่จะพัฒนาทำประโยชน์ได้ต่อไป เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ใช้ที่ดินทำประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงชนบท สายเชื่อมระหว่างถนนข้าวหลามกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา คงเหลือเนื้อที่ 32 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวา โดยการเวนคืนทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วน ซึ่งแม้แต่ละส่วนของที่ดินจะยังมีเนื้อที่เหลืออยู่อีกมาก และอยู่ติดทางหลวงที่สร้างใหม่ตลอดแนวที่ดินก็ตาม แต่เมื่อทางหลวงบริเวณหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนที่เหลืออยู่ใกล้ทางกลับรถ และเป็นทางที่เริ่มยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อคร่อมทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจึงเสียภูมิทัศน์ และเข้าออกสู่ทางหลวงไม่สะดวกเท่ากับที่ดินแปลงอื่นที่ติดทางหลวงสายเดียวกัน อีกทั้งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับที่ดินที่ถูกเวนคืนในบริเวณเดียวกัน คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1 เลขที่ 2 และเลขที่ 3 ซึ่งได้ค่าทดแทนเท่ากับที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้ว จะเห็นได้ว่าก่อนการเวนคืนที่ดินทั้งสามแปลงอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์เพียงด้านเดียว การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคาตารางวาละ 1,500 บาท ซึ่งเท่ากับราคาค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว จึงไม่สอดคล้องกับสภาพทำเลที่ตั้งและความเสียหายของที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อพิจารณาจากสภาพทำเลที่ตั้งและความเสียหายของที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่า

ศาลปกครองชั้นต้นได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในราคาตารางวาละ 1,625 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 125 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว และการที่ศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีถูกเวนคืนเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา คิดเป็นเงินค่าทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 419,500 บาท แต่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้มีการชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแต่เพียงที่ดิน เนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 52 40/100 ตารางวา ศาลจึงกำหนดให้ไม่เกินคำขอโดยให้ผู้ฟ้องคดีได้รับเงิน ค่าทดแทนเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 419,050 บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าเป็นค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแล้วตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เมื่อผู้ฟ้องคดีควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน คือ วันที่ 14 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่มีการจ่ายเงินค่าทดแทนครั้งแรกให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 26 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงินจำนวน 419,050 บาท แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอ โดยผู้มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ย คือ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ดำเนินการเวนคืนและเป็นเจ้าของงบประมาณ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา และเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่มีหน้าที่จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 8 ไร่ 1 งาน 52 40/100 ตารางวา ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 419,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝาก ประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินตามที่ธนาคารออมสินประกาศกำหนดในแต่ละช่วงเวลา แต่ไม่เกินในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ผู้ฟ้องคดี โดยให้ดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ ให้ยก นั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2159/2559)

สรุป : การกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนเท่ากับราคาค่าทดแทนที่ดินแปลงข้างเคียง ทั้งที่ที่ดินมีสภาพและได้รับความเสียหายจากการเวนคืนแตกต่างกัน เป็นการกำหนดค่าทดแทนที่ไม่เป็นธรรม เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนจึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่ม

การแสดงความเห็นถูกปิด