ที่ดิน : ฟ้องขอให้ออกโฉนดที่ดินให้ตามที่ได้ครบครองทำประโยชน์

0
1638

ประเด็นแห่งคดีนี้มีว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ที่ดินพิพาทมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) โดยนาย ล. และนาง ส. ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2498 ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ ได้มาโดยก่อสร้างด้วยตนเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 สภาพที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย ต่อมา ได้มีการโอนสิทธิครอบครองในที่ดินต่อเนื่องกันมา ปัจจุบันผู้ฟ้องคดีทั้งสองและนาย ว. เป็นเจ้าของ ผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทเป็นสัดส่วนของแต่ละคน หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2546 ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้อาศัย ส.ค. 1 เลขที่ดังกล่าวเป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดิน โดยวิธีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจรังวัดและสอบสวนสิทธิ ในที่ดินแล้วได้เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา ต่อมา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และนาย ว. ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายในที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนเองครอบครองและทำประโยชน์โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. 1 เช่นเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีที่ 2 และนาย ว. ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินได้เนื้อที่ 2 ไร่ 38 ตารางวา และเนื้อที่ 3 งาน 64 ตารางวา ตามลำดับ รวมเนื้อที่ทั้งสามแปลง 5 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา ซึ่งใกล้เคียงกับหลักฐาน ส.ค. 1 ในการรังวัดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและนาย ว. ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่ทำการรังวัดที่ดินโดยยึดระยะแนวเขตตามหลักฐาน ส.ค. 1 เป็นหลัก การรังวัดไม่ขัดข้อง เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงรับรองแนวเขตครบ โดยรับรองว่าผู้ขอนำรังวัดตรงตามตำแหน่งถูกต้องตามหลักฐาน เจ้าพนักงานที่ดินได้มีประกาศการออกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงมีกำหนดสามสิบวัน ครบกำหนด ไม่มีผู้ใดคัดค้าน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมาได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งว่าไม่คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดิน ทั้งสามแปลง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ยังไม่ออกโฉนดที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและนาย ว. โดยได้เสนอเรื่องให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2548ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้รับแจ้งผลการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2496 ตามระวางว่าบริเวณที่ดินที่นาย ว. ขอออกโฉนดที่ดินมีร่องรอยการทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่สัญลักษณ์เป็น A2 (พืชไร่) ทั้งแปลง บริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินมีร่องรอยการทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่สัญลักษณ์เป็น A2 (พืชไร่) บางส่วน เป็นสิ่งปลูกสร้างบางส่วน และเป็น F (พื้นที่ป่าไม้) บางส่วน ส่วนบริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ขอออกโฉนดที่ดินมีร่องรอยการทำประโยชน์อยู่ในพื้นที่สัญลักษณ์เป็น A2 (พืชไร่) บางส่วน เป็น M1 (ทุ่งหญ้า/ไม้พุ่ม)บางส่วน และเป็น F (พื้นที่ป่าไม้) บางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงได้มีคำสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่ได้มีการทำประโยชน์ตามผลการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ ยกเว้นบริเวณส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ (F) ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ รวมทั้งแจ้งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทั้งแปลง เห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมิได้โต้แย้งเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินที่นำรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินว่า มิใช่ที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. 1 แต่ได้โต้แย้งเกี่ยวกับการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่ส่วนที่ปรากฏตามผลการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศมีสัญลักษณ์การจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่ป่าไม้ (F) โดยมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เฉพาะส่วนที่มิได้เป็นพื้นที่ป่าไม้ (F) ตามผลการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ กรณีจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดิน ตามหลักฐาน3 0 ส.ค. 1 และโดยที่การพิจารณาเกี่ยวกับสภาพการทำประโยชน์ว่าได้มีการทำประโยชน์ ตามสมควรแก่สภาพที่ดินในท้องถิ่นตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ชอบที่จะทำการสอบสวนทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ในขณะที่แจ้งการครอบครองที่ดินจนกระทั่งขณะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินผู้ที่อ้างว่ามีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 อย่างไร เพียงใด ประกอบกับเมื่อพิจารณาผลการอ่าน แปล และตีความจากภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2496 ซึ่งได้ถ่ายภาพไว้ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 อันเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และก่อนที่จะมีการแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2498 รวมเป็นเวลาถึง 2 ปีเศษ ก็ปรากฏว่าสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของเนื้อที่ที่รังวัดได้จำนวน 5 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา มีการทำประโยชน์เป็นพืชไร่และสิ่งปลูกสร้าง สภาพการทำประโยชน์ดังกล่าวจึงสอดคล้องกับผลการอ่าน แปล และตีความจากภาพถ่ายทางอากาศ จังหวัดนครราชสีมา ปี พ.ศ. 2510 มาตราส่วน 1 : 4,000 อันเป็นภาพถ่ายทางอากาศที่จัดทำขึ้นภายหลังที่มีการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ซึ่งปรากฏสภาพพื้นที่ทั้งหมดมีร่องรอยการทำประโยชน์ เพาะปลูกพืชไร่ (A2) อีกทั้ง ผลการรังวัดไม่ขัดข้อง เจ้าของที่ดินแปลง ข้างเคียงรับรองแนวเขตครบ โดยเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงและพยานบุคคลรับรองว่า ผู้ขอนำรังวัดถูกต้องตรงตำแหน่งและในการประกาศแจกโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงไม่มีผู้ใดคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ประกอบกับปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินข้างเคียงด้านที่จดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินก็ได้มีหนังสือยืนยันต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าไม่ประสงค์ที่จะคัดค้านการออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีหลักฐาน ส.ค. 1 กรณีจึงมีเหตุอันควรและเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า เนื้อที่ที่รังวัดและคำนวณได้ 5 ไร่ 2 งาน 26 ตารางวา ตามรูปแผนที่กระดาษบาง (ร.ว. 9) รังวัดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 เป็นอาณาเขตและขอบเขตของที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน และเป็นอาณาเขตและขอบเขตของที่ดินที่นาย ล. และนาง ส. ผู้แจ้งการครอบครองได้ก่นสร้างและครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงถือได้ว่านาย ล. และนาง ส. ได้ครอบครองและทำประโยชน์ ตามสมควรแก่สภาพที่ดินในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ทำประโยชน์ในขณะที่มีการแจ้งการครอบครองที่ดินเมื่อปี พ.ศ. 2498 แล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การแจ้งการครอบครองที่ดินดังกล่าวของ นาย ล. และนาง ส. จึงชอบด้วยมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เมื่อต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการโอนโดยส่งมอบการครอบครองต่อเนื่องมาจนถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยแต่ละคนได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย และทำสวน ปลูกไม้ยืนต้นตามสัดส่วนที่ได้รับโอนมา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) และเป็นบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายให้มีสิทธิครอบครองสืบไปตามมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายตามสัดส่วนที่ตนครอบครองทำประโยชน์ ต่อเนื่องมา ซึ่งมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจ และมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ ตามอาณาเขตที่ตนครอบครองและทำประโยชน์ตามมาตรา 58 มาตรา 58 ทวิ และมาตรา 59 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว แล้วแต่กรณี อีกทั้ง ผลการสำรวจรังวัดทำแผนที่ และผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ปรากฏว่า ที่ดินที่พิพาทมิได้เป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวงหวงห้าม อันจะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นบุคคลที่พนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ และที่ดินพิพาทมิได้เป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่ ตรวจพิสูจน์ที่ดิน และประกาศการแจกโฉนดที่ดินเป็นเวลาสามสิบวันเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียคัดค้านตามข้อ 15 และข้อ 16 ของกฎกระทรวงดังกล่าว ประกาศครบกำหนดแล้วไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้านสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอันเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินตามที่ระเบียบและกฎหมายกำหนดไว้แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงชอบที่จะออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามสัดส่วนที่แต่ละคนครอบครองและทำประโยชน์ ตามผลการรังวัดที่ดิน ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 10 ตุลาคม 2548 ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเฉพาะส่วนที่ได้ทำประโยชน์ตามผลการอ่าน แปล และตีความภาพถ่ายทางอากาศ ยกเว้นบริเวณส่วนที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ (F) กรณีจึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจ ในการออกคำสั่งโดยปราศจากเหตุผลที่เพียงพอ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการออกโฉนดที่ดิน อย่างไรก็ตาม ในชั้นการพิจารณาออกคำสั่งพิพาท ข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้อาศัยเป็นเหตุผล ไม่ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามผลการรังวัด เนื่องจากผลการอ่าน แปล และตีความจากภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. 2496 ปรากฏว่ามีพื้นที่บางส่วนไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดิน การแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ในที่ดินส่วนที่มิได้ทำประโยชน์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ตั้งหรือลักษณะต้องห้ามของที่ดินพิพาท และระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฏในหลักฐาน ส.ค. 1 อันเป็นสาระสำคัญในการออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่ อย่างไร ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนดต่อไป หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย ในการออกโฉนดที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามผลการรังวัดเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และเนื้อที่ 2 ไร่ 38 ตารางวา ตามลำดับ ที่ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลง 10 ตุลาคม 2548 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเต็มทั้งแปลง ตามผลการรังวัดสอบเขตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1ได้ทำการรังวัดไว้แล้ว ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ตั้งหรือลักษณะต้องห้ามของที่ดินพิพาท และระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฏในหลักฐาน ส.ค. 1 หรือไม่ อย่างไร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นข้อห้ามตามกฎหมายในการออกโฉนดที่ดิน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามผลการรังวัดเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และเนื้อที่ 2 ไร่ 38 ตารางวา ตามลำดับ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2088/2559)

สรุป : เมื่อผู้ขอออกโฉนดที่ดิน เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินดังกล่าวมิได้มีกรณีต้องห้ามมิให้ออกโฉนด การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้เพียงบางส่วนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การแสดงความเห็นถูกปิด