วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน

0
107

ตัวอย่างในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน กรณีกระทำอนาจารผู้เสียหาย ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ถือว่า ผู้ฟ้องคดีบกพร่องในหน้าที่หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่ง ดังกล่าวไม่เป็นธรรม เพราะไม่ควรนำคำพิพากษาในคดีอาญาที่ดำเนินการในศาลจังหวัดแพร่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับกฎหมายปกครองมาพิจารณา อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยจริยธรรม ทางการปกครอง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่ง ให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และเพิกถอนคำสั่งยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

กรณีนี้ศาลเห็นว่า ขณะผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ได้ถูกร้องเรียนว่ากระทำอนาจารผู้เสียหาย โดยนายอำเภอได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการดังกล่าวได้รายงานผล การตรวจสอบข้อเท็จจริง สรุปว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดความผิดอาญาตามคำพิพากษาของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยและประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดี โดยคณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาตามแบบ สว. 2 ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามแบบ สว. 3 ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ โดยให้โอกาสผู้ฟ้องคดียื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ให้การแก้ข้อกล่าวหา พร้อมนำพยานมาให้ถ้อยคำ รวม 2 คน ถือว่าการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนเป็นไปตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0311.2/ว 512 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 และตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วย การสอบสวนพิจารณา ข้อ 14 และข้อ 15 แล้ว อีกทั้งในขั้นตอนการสอบสวน ผู้ฟ้องคดีมิได้มี ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนแต่ประการใด ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าการกระทำของผู้ฟ้องคดีเป็นความผิดวินัย เห็นสมควรสั่งให้พ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นชอบด้วยกับความเห็นดังกล่าวจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี ออกจากตำแหน่ง เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนพิจารณาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำอนาจาร แก่นาง ก. ผู้เสียหาย ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาดังกล่าว และรับฟังได้ว่า นาง ก. เป็นผู้เสียหายที่ถูกผู้ฟ้องคดีกระทำอนาจาร เมื่อผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมและดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน รวมทั้งมีหน้าที่ และอำนาจในการที่เกี่ยวด้วยความอาญา การที่ผู้ฟ้องคดีกระทำอนาจารต่อนาง ก. ซึ่งเป็นราษฎรในหมู่บ้าน เป็นการกระทำความผิดซึ่งวิญญูชนโดยทั่วไปย่อมตระหนักว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีพฤติกรรม อันน่ารังเกียจ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งและหน้าที่ หากให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่อไป ย่อมกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและส่วนรวม การกระทำของผู้ฟ้องคดีมีสภาพร้ายแรงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุบกพร่องในหน้าที่หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่งตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (7) แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสม คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.408/2562)

สรุป : เมื่อผู้ใหญ่บ้านกระทำอนาจาร ต่อราษฎรในหมู่บ้าน การกระทำดังกล่าวมีสภาพร้ายแรงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและเป็นกรณีประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง คำสั่งให้ออกจาก ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจึงชอบด้วยกฎหมาย

การแสดงความเห็นถูกปิด