ที่ดิน : ฟ้องขอให้คืนที่ดินที่บริจาคให้เป็นที่สาธารณประโยชน์แต่มิได้มีการเข้าทำประโยชน์

0
105

ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมนาย จ. บิดาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตาม น.ส. 3 ได้บริจาคที่ดินดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา ร่วมกับชาวบ้านรายอื่นจำนวน 8 ราย ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (กระทรวงการคลัง) เพื่อประโยชน์แก่การชลประทานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมชลประทาน) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523 รวมเนื้อที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ หลังจากนาย จ. ถึงแก่ความตาย ที่ดิน น.ส. 3 ดังกล่าว ส่วนที่เหลือเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ได้ถูกจดทะเบียนโอนโดยทางมรดกมาเป็นของผู้ฟ้องคดี และออกเป็นโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่านับแต่ได้รับบริจาคที่ดินที่พิพาทผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่เคยเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของนาย จ. ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 มกราคม 2549 ถึงอธิบดีกรมชลประทานแจ้งความประสงค์ขอรับที่ดินที่พิพาท แต่เนื่องจากที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำปากพนังตอนล่าง หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลุ่มน้ำปากพนังตอนล่างจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน 2549 รับรองว่า ที่ดินพิพาทไม่ได้ใช้ประโยชน์และไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ประโยชน์ต่อไปอีกแล้ว หากประสงค์จะขอรับที่ดินคืน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ไม่ขัดข้อง พร้อมทั้งได้มีหนังสือลงวันที่ 25 สิงหาคม 2549 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ธนารักษ์พื้นที่นครศรีธรรมราช) แจ้งให้ทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทและให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คืนที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กลับมีหนังสือลงวันที่ 30 สิงหาคม 2550 แจ้งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นที่ดินประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะจึงไม่อาจพิจารณาคืนที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีจึงได้อุทธรณ์คำสั่งต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และที่ 4 (กรมธนารักษ์) ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้เห็นชอบในการไม่คืนที่ราชพัสดุให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้มีหนังสือไม่รับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 คืนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้เห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอต่อศาลขอคืนที่ดินพิพาทของนาย จ. บิดาของผู้ฟ้องคดีที่บริจาคให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาย จ. ได้ทำหนังสือสัญญาแบ่งที่ดินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพื่อประโยชน์แก่การชลประทานและต่อมาได้ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบ่งให้ที่ดินดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงมีผลทำให้ที่พิพาทเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน และต่อมาได้มีการใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่เก็บเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ และงานก่อสร้าง รวมทั้งได้ก่อสร้างรั้วล้อมรอบบริเวณที่ดินทั้งหมดเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการต่อไปแล้ว ที่พิพาทจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 โดยหลักเกณฑ์ในการโอนทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1305 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่ออาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา โดยอาศัยหลักเกณฑ์ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลและบำรุงรักษาที่ราชพัสดุได้รับแจ้งเรื่องการขอคืนที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องและรวบรวมข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นที่เกี่ยวกับการขอโอนคืนที่พิพาทต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทของนาย จ. ผู้ยกให้ต่อรัฐสภาหรือไม่ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังไม่ได้ดำเนินการในกรณีดังกล่าว ถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ร่วมกันพิจารณาคำขอคืนที่ดินที่ราชพัสดุแปลงพิพาทของผู้ฟ้องคดี เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้โอนที่ราชพัสดุแปลงที่พิพาทคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีภายใน 120 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นกรณีผู้ฟ้องคดีขอโอนคืนที่ราชพัสดุตาม น.ส. 3 ดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการตราพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามขั้นตอนและวิธีการต่อไป ทั้งนี้ ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2178/2559)

สรุป : กระทรวงการคลังมีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและรวบรวมข้อเท็จจริงพร้อมเสนอความเห็นที่เกี่ยวกับการขอโอนคืนที่ราชพัสดุต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาว่าจะเสนอร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุคืนให้แก่ผู้ยกให้ต่อรัฐสภาหรือไม่ การที่กระทรวงการคลังยังไม่ได้ดำเนินการในกรณีดังกล่าวจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

การแสดงความเห็นถูกปิด