สัญญาทางปกครอง : ฟ้องเพิกถอนหนังสือบอกเลิกสัญญาการรับทุนการศึกษา

0
63

ประเด็นสำคัญในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้างสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลล. ได้ทำสัญญาลงวันที่ 1 เมษายน 2554 เพื่อรับทุนการศึกษาในการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาการปกครองท้องถิ่น ตามโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏน.กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลล.) มีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 แจ้งบอกเลิกสัญญาการรับทุนดังกล่าว และเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ทุนการศึกษา พร้อมทั้งเบี้ยปรับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเงื่อนไขแห่งสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นไปตามสัญญา รับทุนการศึกษา ซึ่งเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีที่สำเร็จการศึกษามาปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการร่วมจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่โดยที่หนังสือที่บอกเลิกสัญญาการรับทุนเป็นการใช้สิทธิของคู่สัญญาในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 386 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ศาลไม่อาจก้าวล่วงไปเพิกถอนได้ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินนั้น หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าตนไม่ได้ผิดสัญญาก็ไม่ต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าว และเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะฟ้องคดีต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเพื่อให้บังคับผู้ฟ้องคดีชำระเงินดังกล่าว ประกอบกับหนังสือ ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 ของผู้ถูกฟ้องคดีมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนได้ ดังนั้น หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการบอกเลิกสัญญา การรับทุนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเงื่อนไขแห่งสัญญาอย่างไร และการบอกเลิกสัญญานั้นมีผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายประการใด ผู้ฟ้องคดีก็ชอบที่จะฟ้องคดีโดยมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่ได้รับความเสียหายเท่านั้น การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลปกครองชั้นต้นจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ แม้คู่กรณีจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นในประเด็นนี้ แต่ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลปกครองสูงสุดจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามข้อ 92 ประกอบกับข้อ 116 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ที่ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องในข้อหานี้ไว้พิจารณาและมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามสัญญาการรับทุนการศึกษากับผู้ฟ้องคดีต่อไปจนกว่าจะมีเหตุสิ้นสุดของสัญญาอันชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับเป็นยกฟ้อง

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2169/2559)

สรุป : การบอกเลิกสัญญาการรับทุนเป็นการใช้สิทธิตามสัญญามิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะนำมาฟ้องขอให้เพิกถอนได้ ผู้รับคำสั่งคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับความเสียหายจากคำสั่งดังกล่าวเท่านั้น, ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการฟ้องคดีถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลปกครองสูงสุดจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

การแสดงความเห็นถูกปิด