สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ : ขอให้จ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดี

0
1207

ประเด็นคดีปกครองนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะผู้ฟ้องคดีรับราชการตำแหน่งนายช่างโยธา 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 เป็นเวลา 6 เดือน ต่อมา จังหวัดได้มีหนังสือลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ส่งตัวผู้ฟ้องคดีกลับต้นสังกัดเดิม ที่องค์การบริหารส่วนตำบลส. เพื่อออกคำสั่งโอน (ย้าย) ผู้ฟ้องคดีไปองค์การบริหารส่วนตำบลก. แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าไปรายงานตัวและไม่ได้ปฏิบัติงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลส.ต้นสังกัดเดิม โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นใบลาแต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลส.) เห็นว่าผู้ฟ้องคดีละทิ้งหน้าที่ราชการในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผล อันสมควร จึงเห็นควรปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และไม่จ่ายเงินเดือนให้กับผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 จนถึงวันฟ้องคดีรวมระยะเวลา 4 เดือน ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือทวงถามต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีและปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลส. และร้องเรียน ต่อประธานกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้มีคำสั่งพักราชการผู้ฟ้องคดี หรือสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการงดจ่ายเงินเดือนให้กับผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 จนถึงปัจจุบัน เดือนละ 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท

กรณีดังกล่าวเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินการทางวินัย ผู้ฟ้องคดีกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน อันเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง โดยผู้ถูกฟ้องคดีเห็นควรปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการและได้งดจ่ายเงินเดือนให้กับผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2551 รายงานการดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดีให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดทราบเพื่อขอความเห็นชอบ และการดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดียังอยู่ในระหว่างเสนอให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดเพื่อพิจารณา โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดได้มีการพิจารณาหรือมีความเห็นเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี หรือมีมติเกี่ยวกับการปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เห็นได้ว่า การดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดี ยังไม่เสร็จสิ้น ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัด ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ได้มีมติเห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีขาดราชการโดยไม่มีใบลา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 จนถึงวันฟ้อง นั้น เห็นว่า มติของคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดดังกล่าวเป็นเพียงมติที่รับทราบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลส.ได้รายงานเกี่ยวกับการขาดราชการของผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 จนถึงปัจจุบัน ให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดทราบเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดได้มีการพิจารณาหรือมีความเห็นเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี หรือมีมติเกี่ยวกับการปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการแต่อย่างใด

กรณีจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผล อันสมควร ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างบทบัญญัติมาตรา 16 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือนฯ เพื่องดการจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ นอกจากนี้ ความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามที่เสนอให้คณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดให้ความเห็นชอบนั้น ถือเป็นเพียงความเห็นเบื้องต้นของผู้ถูกฟ้องคดีว่าสมควรลงโทษผู้ฟ้องคดีในสถานใดเท่านั้น ยังไม่มีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบุคคลที่ถูกสั่งพักราชการ หรือเป็นผู้ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือเป็นผู้ที่ถูกให้ออกจากราชการ ฟ้องคดีจึงยังคงเป็นพนักงานส่วนตำบลอยู่ในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่จ่ายเงินเดือนให้ในช่วงเวลาตามคำฟ้อง ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่จ่ายเงินเดือนแก่ผู้ฟ้องคดี ในช่วงเวลาตามคำฟ้อง จึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเดือนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับ การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนให้กับ ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 จนถึงปัจจุบัน เดือนละ 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท แต่เนื่องจากเหตุแห่งการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีได้สิ้นสุดลง เมื่อศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีโดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินเดือนให้กับผู้ฟ้องคดีแล้ว จึงไม่จำต้องมีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอีก นั้น ชอบแล้ว

สรุป : เมื่อผู้ฟ้องคดี ยังคงเป็นพนักงานส่วนตำบลอยู่ในขณะที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่จ่ายเงินเดือน เป็นการละเลย ต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1357/2559

การแสดงความเห็นถูกปิด