ความรับผิดอย่างอื่น : ฟ้องขอให้หยุดดำเนินการปักเสาไฟฟ้าและเดินสายไฟฟ้าในที่ดิน และขอให้ซื้อที่ดินส่วนที่อยู่ในเขตปักเสาไฟฟ้า

0
101

ในตัวอย่างคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1234 โดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากนาย ช. ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว นั้น เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2514 ผู้ถูกฟ้องคดี (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ได้ทำการก่อสร้าง สายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ บางพลี – ศรีราชา ซึ่งสายส่งไฟฟ้าดังกล่าวพาดผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1234 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้จ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินให้แก่ นาย ช. เป็นเงิน 26,979 บาท ต่อมา ในปี พ.ศ. 2522 ผู้ถูกฟ้องคดีได้ดำเนินโครงการวางสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ เป็นสายเชื่อมโยงจากสาย 230 กิโลโวลต์ บางพลี – อ่าวไผ่ เดิม แยกเข้าสถานีจ่ายไฟฟ้าโรงไฟฟ้า บางปะกง ซึ่งขณะนั้นผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1234 จากนาย ช. แล้ว

จากนั้นในปี พ.ศ. 2549 ผู้ถูกฟ้องคดีมีโครงการขยายระบบไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้จัดทำโครงการย่อยก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ แห่งใหม่คลองด่าน และปรับปรุงสายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ บางปะกง – คลองด่าน – บางพลี ให้มีจำนวนวงจรมากขึ้นและขนาดสายใหญ่ขึ้น แต่เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถจัดหาพื้นที่เพื่อก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองด่านได้ จึงได้ปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าโดยใช้แนวเขตเดินสายไฟฟ้าเดิมที่พาดผ่าน จังหวัดฉะเชิงเทราและจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1234 ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีประกาศแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้าทราบโดยทั่วไปว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการเข้าปรับปรุงสายส่งไฟฟ้า โดยผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบกำหนดเวลาที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะดำเนินการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้า พร้อมทั้ง แจ้งกำหนดตำแหน่งที่ตั้งเสาไฟฟ้าในที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทราบ ซึ่งได้แจ้งกำหนดสิทธิเจ้าของที่ดินไว้ว่า ในเขตเดินสายไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ผ่านไปในที่ดินของผู้ใด เจ้าของที่ดินจะยังคงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่ถูกจำกัดการใช้สิทธิต่างๆ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า ข้อกำหนดของผู้ถูกฟ้องคดีนอกจากจะทำให้เจ้าของที่ดินเดิมเหลือเพียงสิทธิ ในชื่อบนหน้าโฉนดกับสิทธิเล็กๆ น้อยๆ บนที่ดินของตนเองแล้ว ที่ดินแปลงที่ผู้ถูกฟ้องคดีประกาศเขต เดินสายไฟไว้จะมีมูลค่าลดลงจนไม่สามารถนำไปพัฒนาได้ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จึงมีหนังสือถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอุทธรณ์ความเหมาะสมของการตั้งเสาไฟฟ้า และขอให้ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว คณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองพิจารณาแล้วเห็นควรยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงอุทธรณ์การกำหนดเงินค่าทดแทนต่อผู้ถูกฟ้องคดี

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบว่าจะจ่ายค่าทดแทนที่ดินที่ตั้งเสา Compact Line เป็นเงินจำนวน 196,840 ขอให้เจ้าของสิทธิไปรับเงิน ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้ไปรับเงินดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงนำค่าทดแทนไปฝากไว้กับธนาคารออมสินแทน โดยในระหว่างรอผลการพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเครื่องจักรปั้นจั่นไปติดตั้ง ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีหยุดการกระทำละเมิดอันเนื่องจากการปักเสาไฟฟ้าในที่ดินดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและขอให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีดังกล่าวเห็นว่า ในการดำเนินการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งเสาไฟฟ้าในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพิ่มอีก 4 เสา ซึ่งเป็นการกำหนดที่ตั้งภายใน แนวสายส่งไฟฟ้าเดิมที่กำหนดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบเรื่องการกำหนดที่ตั้งเสาไฟฟ้าเพิ่มเติมและกำหนดวันเวลาที่จะเข้าดำเนินการ ทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังได้อุทธรณ์คัดค้านการกำหนดตำแหน่งตั้งเสาไฟฟ้าเพิ่มด้วย จึงเป็นการดำเนินการตามที่มาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 บัญญัติแล้ว เมื่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีราคาประเมินที่ดินรายแปลงตารางวาละ 3,800 บาท คณะกรรมการพิจารณาราคาที่ดินและทรัพย์สินฯ กำหนดให้จ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 100 ของราคาที่กำหนด คิดเป็นเงินค่าทดแทนที่ตั้งเสา รวมทั้งสิ้น 196,840 บาท และได้นำเงินค่าทดแทนไปฝากธนาคารออมสิน และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้อุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนดังกล่าว ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบว่า มีมติยืนราคาค่าทดแทนที่ดิน ดังนั้น การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่เริ่มตั้งแต่การกำหนดตำแหน่งที่ตั้งเสาไฟฟ้าในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพิ่ม การเข้าใช้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองและการกำหนดค่าทดแทนให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นไปตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกแนวเขต เดินสายไฟฟ้าดังกล่าว ให้แก่นาย ช. เจ้าของที่ดินเดิมไปแล้ว และผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนาย ช. จะต้องรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ที่นาย ช. มีอยู่ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดบางประการตามข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยในเขตเดินสายไฟฟ้าที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ประกาศไว้ แต่การดำเนินโครงการวางสายส่งขนาด 230 กิโลโวลต์ การกำหนดที่ตั้งเสาส่งไฟฟ้าดังกล่าว รวมทั้งการปรับปรุงเพิ่มสายส่งไฟฟ้าให้มีจำนวนวงจรมากขึ้นย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องรับภาระเพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มข้อห้ามและข้อจำกัดที่มีผลให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ลดน้อยลง มีผลให้ที่ดินบริเวณที่ตั้งเสาไฟฟ้าโดยรอบโคนเสาไฟฟ้าและระยะห่างจากแนวเขตเสาไฟฟ้า 4 เมตร ไม่สามารถปลูกต้นไม้ยืนต้นหรือพืชผลอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดเชยความเสียหายที่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติมกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น ระยะความยาวของสายไฟฟ้าจากด้านทิศตะวันออกของที่ดินไปจนจดทิศตะวันตกจะมีความยาวประมาณ 353 เมตร เมื่อคำนวณที่ดินที่อยู่ในระยะ 3 เมตร จากแนวกึ่งกลางสายไฟฟ้าใหม่ทั้งสองด้านเป็น 6 เมตรรวมสายไฟฟ้าที่เดินใหม่ทั้งสองเส้นเป็นระยะ 12 เมตร แล้ว จะเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองถูกจำกัดการใช้สิทธิในที่ดินเพิ่มขึ้นมีเนื้อที่รวม 4,236 ตารางเมตร ปรับเป็นตารางวาได้ 1,059 ตารางวา ที่ดินมีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ. 2550 ตารางวาละ 3,800 บาท แต่เนื่องจากที่ดินในส่วนนี้เคยได้รับค่าทดแทนจากการประกาศเป็นเขตเดินสายไฟฟ้าครั้งหนึ่งมาแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายค่าทดแทนให้เจ้าของที่ดินเดิมคือนาย ช. ไปแล้ว ประกอบกับพื้นที่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นบ่อปลา จึงเห็นสมควรกำหนดค่าทดแทนความเสียหายในอัตราร้อยละ 10 ของราคาประเมิน คือ 380 บาท ต่อตารางวา ที่ดินถูกรอนสิทธิ 1,059 ตารางวา คิดเป็นเงินค่าทดแทนจำนวน 402,420 บาท ส่วนคำขอท้ายคำแถลงทั้งสองฉบับของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นหลายประการ นั้น

พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ใช่ผู้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด จึงไม่อาจพิจารณาคำขอดังกล่าวได้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเสื่อมค่าลง จึงได้นำที่ดินส่วนที่เหลือที่อยู่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าเนื้อที่ 28 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา มาคำนวณความเสียหายให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย เพราะมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ไม่ได้กำหนดหรือ ให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายค่าทดแทนความเสียหายสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเดินสายไฟฟ้าเหมือนการถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 21 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายสำหรับที่ดินที่มีราคาลดลงเป็นเงิน 1,312,140 บาท โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเงิน 402,420 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น

สรุป : เมื่อการกำหนดที่ตั้งเสาส่งไฟฟ้าเป็นการ เพิ่มข้อจำกัดที่มีผลให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินได้น้อยลง ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีต้องรับภาระ เพิ่มขึ้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดเชยความเสียหายที่ก่อให้เกิดภาระเพิ่มเติมกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 22/2560)

การแสดงความเห็นถูกปิด