ท้องถิ่น/ละเมิด : ฟ้องเพิกถอนคำสั่งให้พ้นจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลพร้อมเรียกค่าเสียหาย

0
143

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห. ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายอำเภอน.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 ถึงประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห. แจ้งว่า ตามที่ผู้ฟ้องคดีต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำคุกและถูกคุมขังตามหมายศาลตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2554 จึงทำให้สมาชิกภาพของผู้ฟ้องคดีสิ้นสุดลง และมีคำสั่งให้ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห.จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห.แทนตำแหน่งของผู้ฟ้องคดี ต่อมาเมื่อประมาณวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 นาย ธ. นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห.ได้อ่านคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห.ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีโดยตรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกคำสั่งโดยไม่ได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐาน จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้เห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกผู้ฟ้องคดี ซึ่งศาลจังหวัดม.อ่าน คำพิพากษาดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2554 และมีหมายจำคุกผู้ฟ้องคดีระหว่างอุทธรณ์ฎีกาในวันเดียวกัน ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 47 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 45 (4) และเมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห.ย่อมทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห.ต่อไปได้ กรณีจึงเป็นการพ้นจากสมาชิกภาพโดยผลของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 47 ตรีวรรคหนึ่ง (7) แล้ว

ส่วนข้อโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีที่อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ให้โอกาสผู้ฟ้องคดี ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานก่อนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีคำวินิจฉัย นั้น คำวินิจฉัยให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากสมาชิกภาพของสมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนตำบลห.ถือว่าเป็นคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ฟ้องคดีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาส ได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคสอง (6) ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีพ้นจากสมาชิกภาพโดยผลของกฎหมายนับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2554 ตามหนังสือลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2554 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2  จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2139/2559)

สรุป : คำสั่งให้พ้นจากจากสามาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเนื่องจากถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลเป็นการพ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้รับคำสั่งมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน คำสั่งให้พ้นจากสมาชิกภาพดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นการกระทำละเมิด

การแสดงความเห็นถูกปิด