วินัย : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ

0
908

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนักวิชาการวัฒนธรรม ถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตามคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 เนื่องจากได้กระทำผิดวินัยในเรื่องเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานการเงินและบัญชี สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ได้ร่วมกับนาย ฉ. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด และนางสาว ก. หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. กระทำการทุจริตในการรับและเปิดซอง สอบราคาจ้างก่อสร้างบ้านพักศึกษาธิการอำเภอ อันเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ กรณีปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง กรณีรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ กรณีกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน และกรณีกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามมาตรา 82 วรรคสอง มาตรา 85 วรรคสอง มาตรา 90 วรรคสอง มาตรา 95 และมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 31 มีนาคม 2547 อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุให้ลดหย่อนโทษ ผู้ฟ้องคดี และมีมติให้รายงานนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งลดโทษเป็นปลดออกจากราชการ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ลดโทษ ผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ

กรณีดังกล่าวนี้เห็นว่า เมื่อการกระทำของผู้ฟ้องคดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ประกอบกับในชั้นการพิจารณาอุทธรณ์ของ ก.พ. ก็ได้พิจารณาเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรับซองเสนอราคาห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. เพิ่มอีก 1 ราย ทั้งที่หมดเวลารับซองแล้ว แม้จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ได้รับงานในการเสนอราคาครั้งนี้ก็ตาม แต่ผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ให้ได้งานจากการเสนอราคาดังกล่าว และไม่ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีรู้จักกับนางสาว ก.หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. มาก่อน การกระทำของผู้ฟ้องคดีไม่ถึงทุจริตต่อหน้าที่ราชการ การที่ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 สั่งลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกเป็นปลดออกจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ในคดีนี้ นั้น เห็นว่า คำสั่งของรองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการมีคำสั่งลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ เป็นการวินิจฉัยสั่งการตามมติของก.พ. ตามมาตรา 126 ประกอบกับมาตรา 8 (15) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นที่สุดจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีมติของ ก.พ. ที่ให้ลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกเป็นปลดออก จึงเป็นเพียงกระบวนการพิจารณาภายในของฝ่ายปกครองยังไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีอาจมีคำวินิจฉัยเป็นประการอื่นก็ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมิได้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองหรือกระทำใดๆ อันมีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 189/2549 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ที่สั่งลดโทษผู้ฟ้องคดีจากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการนับแต่วันที่ออกคำสั่ง โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาว่า ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายแก่ผู้ฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายมีอำนาจดำเนินการทางวินัยผู้ฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องและให้ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2

สรุป : การปฏิบัติตามคำสั่ง ของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะอ้างว่าอยู่ในภาวะจำยอมถือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง คำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1487/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด