สัญญาทางปกครอง : ฟ้องขอให้จ่ายเงินค่าจ้างและชดใช้ค่าเสียหายจากการถูกริบเงินมัดจำ ตามสัญญาจ้างวางท่อระบายน้ำและขยายไหล่ทางคอนกรีตเสริมเหล็ก

0
683

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ตกลงรับจ้างผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างวางท่อระบายน้ำและขยายไหล่ทางคอนกรีตเสริมเหล็ก ถนนสายประชาร่วมใจ หมู่ที่ 5 ตามสัญญาจ้างเลขที่ ตกลงค่าจ้างทั้งสิ้น 933,000 บาท กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ผู้ฟ้องคดีได้เข้าดำเนินการตามสัญญาจนสามารถทำงานที่รับมอบหมายแล้วเสร็จได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนปริมาณงานทั้งหมด แต่มีเหตุขัดข้องทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานแล้วเสร็จทันต่อกำหนดเวลาจ้างตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงได้ขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปอีก แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับปฏิเสธไม่ยินยอมอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้เริ่มทำงานตามสัญญาจ้างดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีต้องทำงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ ผู้ฟ้องคดีทำงานก่อสร้าง ตามสัญญาจ้างดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 35 ของงานทั้งหมด และได้หยุดการทำงานก่อสร้าง ตามสัญญาจ้าง ปรากฏตามรายงานการก่อสร้างของผู้ควบคุมงานของผู้ถูกฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยังไม่บอกเลิกสัญญาจ้าง ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2547 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2547 โดยมีผลการทำงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างดังกล่าวได้เพียงร้อยละ 60 ของงานทั้งหมด และได้หยุดการทำงานก่อสร้างอีกครั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน 2547 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ และ ต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 20 วัน มิฉะนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจะบอกเลิกสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงเข้าทำงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2547 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 ทำงานก่อสร้างตามสัญญาได้เพียงร้อยละ 71 ของงานทั้งหมด คิดค่าผลงานเป็นเงินจำนวน 662,430 บาท และหยุดการทำงานก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา (วันที่ 1 ตุลาคม 2546) จึงมีหนังสือสำนักงานเทศบาล ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 บอกเลิกสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีพร้อมทั้งสงวนสิทธิในการเรียกค่าปรับตามสัญญา

กรณีดังกล่าวเห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีทำงานก่อสร้างตามสัญญาจ้างที่พิพาทดังกล่าวไม่แล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ประพฤติผิดสัญญาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีได้วันละ 2,332.50 บาท นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่กำหนดเวลาทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาที่พิพาท จนถึงวันที่หนังสือบอกเลิกสัญญาไปถึงผู้ฟ้องคดี คือ วันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำนวน 237 วัน รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 552,802.50 บาท ตามนัยข้อ 15 ของสัญญาดังกล่าว แม้ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าเหตุที่ไม่สามารถทำงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาเนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการขนย้ายรื้อถอนสิ่งกีดขวางแนวทางการก่อสร้างตามแบบรายการให้แก่ผู้ฟ้องคดี เช่น เสาไฟฟ้าและสายไฟฟ้าแรงดันสูงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แนววางท่อระบายน้ำและสายโทรศัพท์และระหว่างเดือนกรกฎาคม 2546 ถึงเดือนตุลาคม 2546 มีฝนตกลงมาจำนวนมาก และมีน้ำท่วมขังในเขตเทศบาลจนถึงแนวก่อสร้าง ทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องหยุดการก่อสร้างเป็นระยะๆ ก็ตามแต่เหตุดังกล่าวผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องด้วยการมีหนังสือขอขยายระยะเวลาทำงานตามสัญญาเพื่อผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาขยายระยะเวลาการทำงานก่อสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีหนังสือเพื่อขอขยายระยะเวลาการก่อสร้างตามสัญญาแต่อย่างใด มีเพียงหนังสือลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการขยายเขตเสาไฟฟ้าและประปา ออกจากพื้นที่ก่อสร้างเท่านั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ 5 มกราคม 2547 ปรากฏว่า นับแต่ผู้ฟ้องคดีเข้าทำงานได้ทำการก่อสร้างมาเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดงานเพราะสิ่งกีดขวาง ซึ่งงานวางท่อระบายน้ำผู้ฟ้องคดีได้ทำวางท่อระบายน้ำจนเสร็จยังคงเหลืองานวางบ่อพักและงานผิวจราจร โดยผู้ฟ้องคดีสามารถทำการก่อสร้างได้โดยไม่มีเสาไฟฟ้าหรือประปามากีดขวางหรือเป็นอุปสรรค ประกอบกับรายงานผลการก่อสร้างระบุว่า งานวางท่อระบายน้ำ ผู้ฟ้องคดีได้ทำแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 ซึ่งแล้วเสร็จก่อนวันสิ้นสุดของสัญญาจ้างดังกล่าว แต่ยังคงเหลือเพียงแต่งานวางบ่อพักและงานผิวจราจรที่ผู้ฟ้องคดีทำไม่แล้วเสร็จ ตามสัญญาจ้าง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีสามารถทำการก่อสร้างต่อไปได้โดยไม่ต้องดำเนินการขยายเขตเสาไฟฟ้าและประปาออกจากพื้นที่ก่อสร้างแต่อย่างใด การที่ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวแล้วไม่ได้แจ้งเหตุและพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นหนังสือให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบเพื่อขยายเวลาทำงานออกไปภายใน 15 วันนับแต่วันที่เหตุนั้นสิ้นสุดลง จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีได้สละสิทธิเรียกร้องในการที่จะขอขยายเวลาทำงานออกไปโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ตามข้อ 19 ของสัญญาที่พิพาท ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีงดเว้นค่าปรับตามสัญญาได้แต่อย่างไรก็ตาม เงินค่าปรับจำนวน 552,802.50 บาท ดังกล่าว เป็นค่าเสียหาย ที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร จึงเป็นเบี้ยปรับตามนัยมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหากเบี้ยปรับนั้น สูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามนัยมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีปล่อยระยะเวลาล่วงเลยวันสิ้นสุดของสัญญาจ้างดังกล่าวโดยไม่บอกเลิกสัญญา จนผู้ฟ้องคดีต้องถูกปรับเป็นเวลา 237 วัน รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น จำนวน 552,802.50 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59.25 ของวงเงินค่าจ้างทั้งหมด กรณีจึงต้องถือว่าเป็นการเรียกเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน ประกอบกับการงานที่ผู้ฟ้องคดีทำเสร็จตามสัญญาได้ร้อยละ 71 ของงานทั้งหมดประกอบด้วยแล้ว เห็นสมควรที่ศาลจะลดค่าปรับที่ผู้ฟ้องคดีต้องชำระให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเหลือร้อยละ 10 ของค่าจ้างตามสัญญา เป็นเงินจำนวน 93,300 บาท นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เข้าทำงานก่อสร้างส่วนที่เหลือต่อจากผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเงินค่าจ้างจำนวน 380,000 บาท และต้องเสียเวลารวมทั้งค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานเพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงจากการผิดสัญญาของผู้ฟ้องคดีจำนวน 386,000 บาท เมื่อปริมาณงานที่ผู้ฟ้องคดียังทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาเหลืออยู่ร้อยละ 29 ของงานทั้งหมด คิดเป็นค่าจ้างตามสัญญาที่พิพาทซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระหากผู้ฟ้องคดีไม่ผิดสัญญาเป็นเงินจำนวน 270,570 บาท (933,000 – 662,430) ผู้ฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ ผู้ถูกฟ้องคดีต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากการทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาที่พิพาทให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน 115,430 บาท (386,000 – 270,570 บาท) ตามข้อ 16 ของสัญญาจ้างดังกล่าว รวมเป็นเงินค่าเสียหายและค่าปรับที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องรับผิดตามสัญญาต่อผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเงินทั้งสิ้น 208,730 บาท (115,430 + 93,300) ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระใช้เงินตามมูลค่าแห่งการงานที่ผู้ฟ้องคดีทำงานก่อสร้างตามสัญญาร้อยละ 71 ของงานทั้งหมด คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 662,430 บาท เมื่อหักกลบลบกันแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชำระเงินตามมูลค่าแห่งการงาน อันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 391 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นเงินจำนวน 453,700 บาท (662,430 – 208,730) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และไม่มีเหตุ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะยึดหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ฟ้องคดีไว้อีกต่อไป ผู้ถูกฟ้องคดี ต้องคืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดี

การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 547,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้คืนหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ตามหนังสือค้ำประกันธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แก่ผู้ฟ้องคดี ทั้งนี้ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนแห่งการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่น ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงิน ตามมูลค่าแห่งการงานอันได้ทำการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 453,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีบางส่วนตามส่วนแห่งการชนะคดี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

สรุป : การบอกเลิกสัญญา ชอบด้วยกฎหมาย, เงินค่าปรับสูงเกินส่วน, ผู้ว่าจ้างต้องชำระเงินตามมูลค่างานที่ได้ ก่อสร้างแล้วเสร็จ, ไม่มีเหตุยึดหลักประกัน

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1744/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด