ควบคุมอาคาร : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นกรณีอาคารที่จะก่อสร้าง ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

0
1040

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดิน ตั้งอยู่ซอยสุขุมวิท 31 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ได้แจ้งการก่อสร้างอาคารในที่ดินดังกล่าว เพื่อใช้เป็นโรงแรม สำนักงานพาณิชย์ และที่จอดรถ ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) ตามใบรับแจ้งลงวันที่ 28 ธันวาคม 2548 ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งข้อทักท้วงแก่ผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ว่า อาคารของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ก่อสร้างภายหลังกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 มีผลใช้บังคับ อาคาร ที่ยื่นแจ้งไว้ขัดต่อกฎกระทรวงดังกล่าว ในเรื่องอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร) มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ได้ยื่นแจ้งความประสงค์ก่อสร้างอาคารพิพาท ก่อนที่กฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับจึงไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังกับอาคารของผู้ฟ้องคดี นอกจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้แจ้งข้อทักท้วงภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันที่ออกใบรับแจ้ง จึงถือว่าอาคารของผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว และผู้ฟ้องคดีลงมือก่อสร้างอาคารโดยประกวดราคาจ้างเหมา เตรียมพื้นที่ขนย้ายวัสดุที่กีดขวางออกจากที่ดิน และได้สั่งซื้อเสาเข็มขนาดใหญ่เพื่อลงฐานรากแล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2548 หนังสือแจ้งข้อทักท้วงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารตามแบบแปลนที่ได้ยื่นแจ้งไว้

กรณีดังกล่าวเห็นว่า กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ซึ่งออกใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. การผังเมือง พ.ศ. 2518 ที่ยังมีผลใช้บังคับ อยู่ในปัจจุบัน โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่จะก่อสร้างอาคารนั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ใช้บังคับตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 โดยข้อ 9 (3) (ค) กำหนดให้เป็นที่ดินประเภท ย. 10 บริเวณ ย. 10 – 18 (สีน้ำตาล) เป็นที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการอยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่เมืองชั้นในที่ต่อเนื่องกับย่านพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมือง และในเขตการให้บริการของระบบขนส่งมวลชน และข้อ 21 วรรคสาม (1) กำหนดให้การใช้ที่ดินประเภทนี้ที่ไม่ใช่เพื่อการอยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ให้มีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ไม่เกิน 8 ต่อ 1 ซึ่งตามแบบแปลนอาคารของผู้ฟ้องคดี ที่ยื่นแจ้งการก่อสร้างไว้ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) เกินกว่า 8 ต่อ 1 แบบแปลนอาคารของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงมีอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) เกินกว่าที่ข้อ 21 วรรคสาม (1) ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีการประกวดราคาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร และมีการเตรียมพื้นที่โดยขนย้ายวัสดุที่กีดขวางการก่อสร้างออกจากที่ดิน และปรับพื้นดินบริเวณที่จะก่อสร้างอาคาร รวมทั้งมีการสั่งซื้อเสาเข็มขนาดใหญ่ เพื่อลงฐานรากของอาคารที่จะก่อสร้าง ก่อนวันที่กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 ประกาศใช้บังคับแล้ว ย่อมถือเป็นกรณีได้ใช้ประโยชน์ที่ดินมาก่อนที่จะมีกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมดังกล่าว อันจะได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ในบังคับตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามมาตรา 27 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 แจ้งข้อทักท้วงการก่อสร้างอาคารของผู้ฟ้องคดีว่า อาคารที่แจ้งความประสงค์จะก่อสร้าง ได้ทำการก่อสร้างภายหลังกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 มีผลใช้บังคับทำให้อาคารที่ยื่นแจ้งไว้ขัดกับกฎกระทรวงดังกล่าว ในเรื่องอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) เกินกว่า 8 ต่อ 1 จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงและเหตุผลประกอบการวินิจฉัยในทำนองเดียวกันกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้แจ้งข้อทักท้วงการก่อสร้างอาคารภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันออกใบรับแจ้ง ย่อมถือว่าการก่อสร้างอาคารได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้วตามมาตรา 39 ตรี วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. บัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นั้น เห็นว่า การวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ก็มิได้ทำให้ผลของคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 และคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ที่ให้ยกอุทธรณ์ ทั้งนี้ ให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

สรุป : เจ้าของที่ดินได้ใช้ประโยชน์ที่ดินมาก่อนที่จะมีกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวม จึงได้รับยกเว้นมิให้นำกฎกระทรวงดังกล่าวมาใช้บังคับ คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่อ้างว่าแบบแปลนที่ยื่นแจ้งการก่อสร้างไว้ขัดต่อกฎหมายและ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 2085/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด