องค์กรวิชาชีพ : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการอำนวยการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาที่มีมติไม่ทบทวนการตรวจสมุดคำตอบของผู้ฟ้องคดี

0
303

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นนักศึกษาสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งเข้าสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต กลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 2 สมัยที่  ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้ทราบผลการสอบดังกล่าว ปรากฏว่าในข้อ 7 ผู้ฟ้องคดีได้คะแนนเพียง 2 คะแนน ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นคำร้องขอดูสมุดคำตอบการสอบข้อเขียนต่อเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ได้ยื่นเรื่องต่อเลขาธิการ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาขอให้ตรวจข้อสอบและให้คะแนนใหม่ ในข้อ 7 ของกลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยระบุว่า ผู้ฟ้องคดีตอบถูกต้องตามธงคำตอบ ทั้งสองประเด็นและอ้างมาตราถูกต้อง แต่เหตุใดจึงได้คะแนนเพียง 2 คะแนน เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาจึงนำคำร้องของผู้ฟ้องคดีเข้าสู่การพิจารณา ในการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลการสอบ ครั้งที่ 14/25.. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ตรวจให้ใหม่ เพราะคะแนนที่ผู้ฟ้องคดีได้ไปถือเป็นดุลพินิจของ กรรมการผู้ตรวจข้อนั้น คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการสอบจึงทำความเห็นเสนอผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการอำนวยการอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา) โดยในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีมติที่มีผลเป็น การไม่ตรวจสมุดคำตอบของผู้ฟ้องคดีให้ใหม่ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่มีมติไม่ทบทวนการตรวจสมุดคำตอบ ของผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ถูกฟ้องคดีแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสมุดคำตอบเฉพาะข้อ 7 กลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สมัยที่ 63 ของผู้ฟ้องคดีใหม่ รวมทั้งแจ้งผลการพิจารณา ให้ผู้ฟ้องคดีทราบอย่างเป็นทางการ

กรณีคดีดังกล่าวนี้เห็นว่า เมื่อมติของผู้ถูกฟ้องคดีในการประชุมครั้งที่ 308 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ที่มีผลเป็นการไม่ตรวจสมุดคำตอบของผู้ฟ้องคดีให้ใหม่ ในคดีนี้กระทำโดยที่ประชุมของคณะกรรมการ รูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการในการดำเนินการประชุมของคณะกรรมการจึงต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง โดยในการประชุมของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง จึงจะเป็นองค์ประชุมเว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นตามมาตรา 79 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และการนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งให้กรรมการทุกคนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน เว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว กรณีดังกล่าวนี้จะทำเป็นหนังสือแจ้งนัดเฉพาะกรรมการที่ไม่ได้มาประชุมก็ได้ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนซึ่งประธานกรรมการจะนัดประชุมเป็นอย่างอื่นก็ได้ตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และในการลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาดเรื่องใดถ้าไม่มีผู้คัดค้าน ให้ประธานถามที่ประชุมว่ามีผู้เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เมื่อไม่มีผู้เห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าที่ประชุมลงมติเห็นชอบในเรื่องนั้นตามาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวและในการประชุมต้องมีรายงานการประชุมเป็นหนังสือ ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้ง พร้อมทั้งเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และถ้ากรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเห็นแย้งเป็นหนังสือก็ให้บันทึกความเห็นแย้งนั้นไว้ด้วยตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการต้องกระทำโดยที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องและออกคำสั่งทางปกครองซึ่งบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะกรรมการต้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องออกคำสั่งทางปกครอง และร่วมกันตัดสินใจออกคำสั่งทางปกครองภายหลังจากที่ได้อภิปรายแสดงเหตุผลสนับสนุนและหักล้างซึ่งกันและกันอย่างกว้างขวาง คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยคณะกรรมการจึงเป็นผลของการแสดงเจตนาร่วมกันของบรรดาบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะกรรมการคณะนั้นที่ได้แสดงออกมาโดยทราบข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างรอบด้านในการประชุมกันพิจารณาเรื่องที่จะออกคำสั่งทางปกครอง แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานการประชุมครั้งดังกล่าวเลยว่า ในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อพิจารณาเรื่องและออกคำสั่งทางปกครอง ที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีได้ร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นและร่วมกันตัดสินใจทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตลอดจนได้มีการลงมติในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ตรวจสอบและให้คะแนนใหม่ อันเป็นเรื่องที่ที่ประชุมต้องพิจารณาเพื่อออกคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงถือได้ว่าการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อพิจารณาเรื่องและออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 79 มาตรา 80 มาตรา 82 และมาตรา 83แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อันส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสมบูรณ์หรือความชอบด้วยกฎหมายของมติที่ประชุมของผู้ถูกฟ้องคดี

ด้วยเหตุผลดังกล่าวมติของผู้ถูกฟ้องคดีในการประชุมครั้งที่ 308 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2554 ที่มีผลเป็นการไม่ตรวจสมุดคำตอบของผู้ฟ้องคดีให้ใหม่จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายการที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดี เฉพาะส่วนที่มีมติไม่ตรวจสมุดคำตอบของผู้ฟ้องคดีให้ใหม่ส่วนคำขออื่น ให้ยก โดยมีข้อสังเกตให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคำขอให้ทบทวนการตรวจข้อสอบ ข้อ 7 กลุ่มกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สมัยที่ 63 ของผู้ฟ้องคดีใหม่ให้ถูกต้องตามระเบียบที่ผู้ถูกฟ้องคดีกำหนด ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และหากผลการตรวจคะแนนใหม่ เป็นประการใด ให้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีทราบ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล

สรุป : การพิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2153/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด