สัญญาทางปกครอง : ฟ้องขอให้จ่ายค่าตกแต่งและปรับปรุงภูมิทัศน์พร้อมดอกเบี้ย

0
234

คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้แสดงเจตนาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีด้วยวาจาและผู้ฟ้องคดีได้เข้าดำเนินการตกแต่งและปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณขอบถนนในเขตพื้นที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปรับปรุงภูมิทัศน์สวนหย่อมบริเวณป้ายหน้าสำนักงาน และตกแต่งภูมิทัศน์ด้วยไม้กระถางในกิจกรรม การจัดงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงินค่าจ้างจำนวน 865,200 บาท กรณีจึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นกรณี ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ฟ้องคดีแสดงเจตนาทำคำเสนอและคำสนองต้องตรงกัน เกิดสัญญาผูกพัน ทั้งสองฝ่ายแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 มิได้บัญญัติให้สัญญาจ้างทำของต้องทำเป็นหนังสือ

เมื่อผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วขอคิดค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 865,200 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องผูกพันชำระสินจ้างในงานดังกล่าวเพื่อเป็นการตอบแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 602 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และโดยที่ ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ทวงถามให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าว ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือดังกล่าวไว้แล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2554 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้นำเงินไปชำระภายในเวลาที่กำหนด จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะเขาเตือนแล้ว และต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 865,200 บาท นับแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ครบกำหนดชำระ จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 865,200 บาท นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะชำระเสร็จสิ้น ศาลจึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอได้

ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ว่าจ้างผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้ทำสัญญาตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และตามวิธีการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำหนดไว้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ในเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่าย จึงไม่สามารถนำเงินงบประมาณมาจ่ายให้กับผู้ฟ้องคดีนั้น เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ทำคำให้การยื่นต่อศาลปกครองชั้นต้น และคำแถลงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดี เนื่องจากเป็นการยื่นพยานหลักฐานต่อศาลหลังวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลปกครองชั้นต้น และมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่อาจยกปัญหาข้อดังกล่าวขึ้นในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างจำนวน 865,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดกับให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดี และยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

สรุป : สัญญาจ้างทำของไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ และหากผิดนัดไม่ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาภายในเวลากำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด จึงต้องรับผิดชำระค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ย ในระหว่างผิดนัด

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2132/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด