เวนคืน : ฟ้องขอให้กำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น และกำหนดค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน

0
449

ในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดิน และโฉนดที่ดิน เนื้อที่ 2 งาน 78 ตารางวา และเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ตามลำดับอันเป็นที่ดินที่อยู่ติดกัน บริษัท อ. ทำสัญญาเช่าที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 20 ปี เพื่อใช้เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดิน บางส่วน เนื้อที่ 1 งาน 27 ตารางวา อยู่ในแนวเขตเวนคืน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2548 เพื่อสร้างและขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 345 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดค่าทดแทนที่ดิน ที่ถูกเวนคืนให้เป็นเงิน 3,810,000 บาท หรือตารางวาละ 30,000 บาท ผู้ฟ้องคดีไม่พอใจ ค่าทดแทนที่กำหนดให้ จึงยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) เพื่อขอให้กำหนดค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นและขอให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ อันมีราคาลดลง ตารางวาละ 20,000 บาท แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ มีมติให้ยืนราคาค่าทดแทนที่ดินและเห็นว่าที่ดินส่วนที่เหลือไม่ได้มีราคาลดลง ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่  ไม่ได้อยู่ในแนวเขตเวนคืน และไม่กำหนดค่าเสียหายจากการถูกบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและค่าเสียโอกาสในการเป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ผู้ฟ้องคดี ไม่พอใจ จึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิ่มเงินค่าทดแทนและกำหนดค่าทดแทนที่ดิน ส่วนที่เหลือจากการเวนคืน รวมทั้งค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อไม่มีข้อมูลราคาซื้อขายที่ดินที่มีสภาพและทำเลที่ตั้งเช่นเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามโฉนดที่ดินเลขที่  ที่พอจะนำมาใช้เทียบเคียงว่าเป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ ในท้องตลาดของที่ดินแปลงดังกล่าวตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2548 ได้ ทั้งราคาของที่ดินที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์ แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็ต่ำเกินไป ในการกำหนดค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องคำนึงถึงราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม สภาพและที่ตั้งของที่ดินตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ตลอดจนความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากการเวนคืนเป็นสำคัญ ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ตามโฉนดที่ดินเลขที่ มีราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2550 ตารางวาละ 30,000 บาท การที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดราคาค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินดังกล่าวในราคาตารางวาละ 30,000 บาท เท่ากับราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2550 และต่อมา ในชั้นการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ได้วางแนวทางการกำหนด ค่าทดแทนการเวนคืนที่ดิน ดังนี้ (1) ให้ปรับฐานราคาอีกร้อยละ 20 ของค่าทดแทนเบื้องต้น ดังนี้ 1.1 ที่ดินจัดสรรติดถนนซอยซึ่งแยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 307 ในท้องที่ตำบลบางคูวัด และที่ดินซึ่งใช้ประกอบกิจการโรงเรียน 1.2 ที่ดินจัดสรรหรือที่ดินแปลงเล็กในช่วงประมาณ กม. 2+700 และ กม. 3+000 ถึง กม. 3+100 1.3 ที่ดินติดถนนซอยซึ่งแยกจากถนนเทศสัมพันธ์ และที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาในท้องที่ตำบลบางขะแยง และท้องที่ตำบลบ้านใหม่ จนถึงประมาณ กม. 4+500 (2) ที่ดินติดถนนเทศสัมพันธ์ และที่ดินแปลงเล็ก ประมาณ กม. 5+500 ถึง กม. 5+600 ให้ปรับฐานราคาอีกไม่เกินร้อยละ 20 จากค่าทดแทนเบื้องต้นโดยให้พิจารณาฐานราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ เดิม ประกอบเป็นรายๆ ไป (3) ที่ดินที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน เช่น ถูกเวนคืนหมด หรือถูกเวนคืนประมาณครึ่งหนึ่งขึ้นไป และส่วนที่เหลือใช้ประโยชน์ได้จำกัด หรือที่ดินส่วนที่เหลืออยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ ให้เพิ่มค่าเสียหายได้อีกไม่เกินร้อยละ 30 (4) นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ข้อ 1 ถึง ข้อ 3 ให้พิจารณาตามความเหมาะสมเป็นธรรมเป็นรายๆ ไป

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่  ได้รับค่าทดแทนเบื้องต้น ตารางวาละ 30,000 บาท ตามราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ ปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2550 เมื่อถูกเวนคืนแล้วยังเหลือที่ดินอีกเนื้อที่ 1 งาน 51 ตารางวา โดยมีที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่  เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 29 ตารางวา ของผู้ฟ้องคดีอยู่ต่อเนื่องกัน และเมื่อพิจารณาสภาพทำเลที่ตั้งและความเสียหาย จากการเวนคืนประกอบกับคำชี้แจงของแขวงการทางปทุมธานีที่ว่าที่ดินส่วนที่อยู่บริเวณทางต่างระดับ ไม่ถูกจำกัดสิทธิในการเข้าออก เนื่องจากมีทางคู่ขนานด้านล่างทางยกระดับ ยกเว้นบริเวณจุดอันตรายแล้ว เห็นว่า ค่าทดแทนตารางวาละ 30,000 บาท เป็นราคาที่เป็นธรรมแล้ว เห็นควรยืนราคา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ดังกล่าว กรณีจึงเห็นได้ว่า การกำหนดราคาค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่  ให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั้นการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เป็นไปโดยการคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 กำหนดให้ต้องคำนึงถึงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนถูกเวนคืนด้านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่  อยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 306 มี 4 ช่องจราจร ถือได้ว่าเป็นที่ดินที่มีสภาพ ทำเล และที่ตั้งดีอยู่แล้ว แม้ภายหลังจากการเวนคืนจะปรากฏว่าด้านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนที่เหลือ จากการเวนคืนยังคงอยู่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 306 เช่นเดิม และไม่ถูกจำกัดทางเข้าออก แต่ด้านหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีส่วนที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ตรงบริเวณทางต่างระดับ โดยทางต่างระดับจะบังหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปตลอดแนว อันเป็นเหตุให้สภาพและทำเลที่ตั้ง ของที่ดินด้อยลงกว่าเดิม เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เห็นว่า ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนที่อยู่ตรงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาถือว่าเป็นที่ดินที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน แม้ไม่ถูกจำกัดทางเข้าออกดังที่ปรากฏในแนวทางการกำหนดค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินข้อ 3 แต่เมื่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่  ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งอยู่บริเวณ ทางต่างระดับโดยมีทางต่างระดับบังหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดีไปตลอดแนว ก็ชอบที่จะถือว่าเป็นที่ดิน ที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืนเช่นเดียวกันกับที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนที่อยู่บริเวณ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ กรณีจะเป็นประการใดก็ตาม ค่าเสียหายที่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอยู่บริเวณทางต่างระดับไม่ควรจะมีอัตราสูงถึงร้อยละ 30 ของราคาค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ แต่ควรสูงเพียงร้อยละ 20 ของราคาค่าทดแทน ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้เท่านั้น เนื่องจากสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีความสูงกว่าทางต่างระดับที่บังหน้าที่ดินของผู้ฟ้องคดี เมื่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนให้ผู้ฟ้องคดีในอัตราตารางวาละ 30,000 บาท ผู้ฟ้องคดีจึงชอบที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 20 ของราคา ค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ คิดเป็นเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้น ตารางวาละ 6,000 บาท ที่ดินของผู้ฟ้องคดีตามโฉนดที่ดินเลขที่  ถูกเวนคืนเนื้อที่ 1 งาน 27 ตารางวา คิดเป็นเงินค่าทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีได้รับเพิ่มขึ้นเป็นเงินทั้งสิ้น 762,000 บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีชอบที่จะได้รับเงินค่าทดแทนความเสียหายของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่  เพิ่มขึ้นจำนวน 762,000 บาท และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นที่พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการที่บริษัท อ. บอกเลิกสัญญา ก่อนครบกำหนด 20 ปี จำนวน 748,000 บาท และเงินค่าเช่าล่วงหน้าที่ต้องจ่ายคืนแก่บริษัทดังกล่าว จำนวน 500,000 บาท ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวน 2,010,000 บาท (762,000 + 748,000 + 500,000) ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายเงินค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพิ่มอีก เป็นเงินจำนวน 2,391,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินตามที่ธนาคารออมสินกำหนดในแต่ละช่วงเวลา แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลเป็นบางส่วนตามส่วนของการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ฟ้องคดีเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงินจำนวน 2,010,000 บาท กับให้คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามส่วนแห่งการชนะคดี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น

สรุป : ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนได้รับความเสียหาย จึงควรได้รับค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 20 ของราคาค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2008/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด