การเวนคืน : ฟ้องขอให้ชำระค่าทดแทนที่ดินและค่าทดแทนอาคาร (ถมดิน) เพิ่มขึ้น

0
536

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 18.30 ตารางวา ต่อมา ได้มีการประกาศ พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2547 ทำให้ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ถูกเวนคืนบางส่วน ต่อมาคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นได้กำหนดค่าทดแทนที่ดิน ที่จะต้องเวนคืนโดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2550 ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า 2 ส่วน 2 ราคา และเป็นราคาสูงกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ คือ ที่ดินส่วนที่ 1 ติดถนนศรีวิชัยระยะ 0 – 20 เมตรแรก ถูกเวนคืนเนื้อที่ 57.19 ตารางวา ได้รับค่าทดแทนตารางวาละ 40,000 บาท ที่ดินส่วนที่ 2 เป็นที่ดิน ในระยะ 20 – 40 เมตร ถัดจากที่ดินส่วนแรกและอยู่ในแปลงเดียวกันถูกเวนคืนเนื้อที่ 239.42 ตารางวา ได้รับค่าทดแทนตารางวาละ 15,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5,878,900 บาท เฉลี่ยตารางวาละ 19,820.30 บาท

นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายังได้รับค่าทดแทนอาคารเป็นค่าถมดินในราคา ลูกบาศก์เมตรละ 96 บาท จำนวน 1,779.60 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นเงิน 170,842 บาท และได้รับค่าทดแทนไม้ยืนต้นและพืชผล 2,900 บาท รวมเงินค่าทดแทนที่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับทั้งสิ้น 6,052,642 บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีความเห็นตามมติของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ให้เพิ่มค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ 1 ระยะ 20 เมตรแรก เป็นตารางวาละ 40,000 บาท ที่ดินส่วนที่ 2 ระยะ 20 – 40 เมตร เป็นตารางวาละ 32,000 บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่เห็นพ้องด้วยกับผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงตามผลการรังวัดของสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าถูกเวนคืนเพิ่มเป็นเนื้อที่ 41.39 ตารางวา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดี (กรมทางหลวงชนบท) ยังมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าในที่ดิน ส่วนที่ถูกเวนคืนจริงตามผลรังวัด เป็นเงินจำนวน 820,362.22 บาท (41.39 ตารางวา x 19,820.30 บาท) เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายังมิได้ยื่นขอรังวัดแบ่งแยกที่ดิน เพื่อแบ่งหักเป็น ทางสาธารณประโยชน์ของผู้ถูกฟ้องคดีและยังมิได้นำโฉนดที่ดินไปยื่นขอเปลี่ยนแปลงสิทธิ ทางทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเห็นว่าการวินิจฉัยอุทธรณ์เพิ่ม ค่าทดแทนที่ดินและอาคาร (ค่าถมดิน) ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่เป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล

กรณีนี้เห็นว่า ที่ดินพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้งห้านั้นถูกเวนคืนเนื้อที่ 2 งาน 96.61 ตารางวา หรือเนื้อที่ 296.61 ตารางวา ต่อมา ผลการรังวัดของสำนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2550 ปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าถูกเวนคืนเพิ่มจากเดิมเป็นเนื้อที่ 3 งาน 38 ตารางวา โดยเพิ่มขึ้นอีก 41.39 ตารางวา ดังนั้น เมื่อพิจารณาค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้วินิจฉัยและจำนวนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าที่ได้รังวัด โดยสำนักงานที่ดินแล้วมีพื้นที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติม ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินโดยแบ่งที่ดินเป็นส่วนๆ ตามระยะทางที่ถูกเวนคืน และการดังกล่าวเมื่อมีที่ดินที่เพิ่มขึ้นจากการรังวัดใหม่ที่ดินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะได้ค่าทดแทนที่ดินในราคาใดก็ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ซึ่งในที่นี้ คือ การกำหนดเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนว่าอยู่ในระยะใด ซึ่งปรากฏรายละเอียด ดังนี้ พื้นที่ส่วนที่ 1 อยู่ติดถนนศรีวิชัยลึกเข้าไปในซอยระยะ 0 – 20 เมตร เนื้อที่เดิม 57.19 ตารางวา เนื้อที่รังวัดใหม่เพิ่มอีก 9.81 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 67 ตารางวา ตารางวาละ 40,000 บาท คิดเป็นเงิน 2,680,000 บาท ส่วนที่ 2 อยู่ถัดจากที่ดินส่วนที่ 1 ระยะ 20 – 40 เมตร เนื้อที่เดิม 48.32 ตารางวา เนื้อที่รังวัดใหม่เพิ่มอีก 9.18 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 57.50 ตารางวา ตารางวาละ 32,000 บาท เป็นเงิน 1,840,000 บาท ส่วนที่ 3 อยู่ถัดจากที่ดินส่วนที่ 2 เนื้อที่เดิม 191.10 ตารางวา เนื้อที่รังวัดใหม่เพิ่มอีก 22.40 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ 213.50 ตารางวา ตารางวาละ 15,000 บาท เป็นเงิน 3,202,500 บาท รวมค่าทดแทนที่ดินเป็นเงินทั้งสิ้น 7,722,500 บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ารับเงินดังกล่าวไปแล้วงวดที่หนึ่งจำนวน 4,409,175 บาท เงินงวดที่ 2 จำนวน 1,469,725 บาท เงินค่าทดแทนที่ได้รับเพิ่มตามผลการพิจารณาอุทธรณ์ 621,930.14 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับไปแล้วทั้งสิ้น 6,500,830.14 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่เหลืออยู่อีก 1,221,669.86 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจะต้องไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อแบ่งหักเป็นทางสาธารณประโยชน์และนำโฉนดที่ดินไปยื่นขอเปลี่ยนแปลงสิทธิต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีคำนวณเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทนและศาลปกครองชั้นต้นซึ่งได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติไปเป็นแล้วว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือค้าง เป็นเงิน 1,221,669.86 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 1,221,669.86 บาท ค่าทดแทนอาคาร (ค่าถมดิน) เพิ่มขึ้นเป็นเงิน 23,846 บาท รวมเป็นเงิน 1,245,515.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ตามที่ธนาคารประกาศกำหนดในแต่ละช่วงเวลา นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าทั้งนี้ให้ชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า นั้น ชอบแล้ว

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.482/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด