ละเมิด : ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีที่ต้นไม้ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของกรมทางหลวงหักโค่นลงมาเป็นเหตุให้ผู้ใช้ทางถึงแก่ความตาย

0
582

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าบุตรชายของผู้ฟ้องคดีเสียชีวิตจากการที่ต้นไม้ขนาดใหญ่ ในความดูแลของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมทางหลวง) ล้มลงมา ขณะที่บุตรชายของผู้ฟ้องคดีขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามทางหลวง ผู้ฟ้องคดีและภรรยาจึงมีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉย จึงนำคดีมาฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีและภรรยา

กรณีนี้เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ และความรับผิดชอบในการดูแลและบำรุงรักษาทางหลวง อันเป็นเส้นทางที่เกิดเหตุในคดีนี้ ตามข้อ 2 ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2552 หน้าที่ดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการดูแลต้นไม้ซึ่งอยู่ในคำนิยามของคำว่า พืช พันธุ์ไม้ อันถือเป็นทางหลวงตามคำนิยามในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่บำรุงรักษา ตัด แต่ง ค้ำจุนต้นไม้ที่อยู่ในเขตทางให้อยู่ใน สภาพแข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ทาง หน้าที่ดังกล่าวย่อมรวมถึงการตัด โค่น ต้นไม้ที่ไม่แข็งแรงและอาจล้มลงเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ทางด้วย และโดยหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว การที่ต้นไม้ที่อยู่ในเขตทางล้มลงจนเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ทาง หากมิใช่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ผิดปกติและเหนือความคาดหมายแล้ว ก็ต้องถือว่าเหตุดังกล่าว อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสิ้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าความเสียหาย ในคดีนี้เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่เกินความคาดหมายที่แม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว ก็ไม่สามารถป้องกันได้ เนื่องจากมีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันทำให้พื้นดินมีความชื้นสูง ดินจึงอ่อนตัว เมื่อน้ำกัดเซาะและลมพัดแรงต้นไม้จึงโค่นล้มลงมานั้น เห็นว่า แม้ในช่วงเวลา ที่เกิดเหตุกรมอุตุนิยมวิทยาจะได้มีประกาศเกี่ยวกับพายุดีเปรสชั่นในอ่าวไทยและอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนและมีฝนตกชุกหนาแน่นและฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งรวมถึงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่าย สถานที่เกิดเหตุแล้ว ฟังได้ว่าต้นกระถินเทพาล้มลงเพราะสภาพของต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก แต่มีใบไม้ปกคลุมจำนวนมาก และไม่มีรากแก้วยึดเหนี่ยว เมื่อฝนตกชุกดินอ่อนตัวลงจึงไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ส่วนที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัย นั้น เห็นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีต้นกระถินเทพาโค่นล้มเพียงต้นเดียว ทั้งๆ ที่มีการปลูกต้นกระถินเทพาไว้ตลอดทั้งสองข้างทาง หากมีพายุและลมพัดแรงจริงจะต้องมีต้นกระถินเทพาต้นอื่นโค่นลงด้วยจึงรับฟังได้ว่าต้นกระถินเทพาต้นพิพาทไม่ได้โค่นล้มเพราะลมพัดแรงตามที่ผู้ถูกฟ้องคดี กล่าวอ้าง แต่โค่นล้มเนื่องจากมีสภาพไม่แข็งแรงเหมือนต้นกระถินเทพาต้นอื่นที่ไม่ได้โค่นล้ม หากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีตรวจตราและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย ต้นกระถินเทพาพิพาทย่อมไม่โค่นล้มขวางถนนจนเป็นเหตุให้บุตรของผู้ฟ้องคดีถึงแก่ความตาย อันไม่ใช่เหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นอันเป็นเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ในชั้นสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีได้ให้ถ้อยคำในทำนองเดียวกันว่า ต้นกระถินเทพา เป็นต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้วยึดเหนี่ยว ล้มง่าย จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทราบดีแล้วว่าต้นกระถินเทพาเป็นต้นไม้ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันมิให้ต้นไม้โค่นล้มจนเกิดอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทาง แต่กลับละเลยต่อหน้าที่ไม่ออกตรวจตราดูแลต้นไม้และโค่นล้มต้นไม้ที่ไม่ปลอดภัยออกเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ทางอันเป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย ทำให้ผู้ตายได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต อันเป็นการละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  ผู้ฟ้องคดีเป็นบิดาของผู้ตาย จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนาย ส. ผู้ตาย ตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ย่อมมีหน้าที่ในการจัดการทำศพตามมาตรา 1649 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวโดยมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนรวมถึงค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นๆ และผู้ตายย่อมมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบิดาตามมาตรา 1563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามมาตรา 443 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทน ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏโดยพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว

คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทน กรณีค่าใช้จ่ายในการปลงศพนาย ส. ผู้ตายเป็นเงินทั้งสิ้น 127,230 บาท โดยพิจารณาว่า ผู้ฟ้องคดียื่นสำเนาแสดงรายการค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ นาย ส. โดยส่วนแรกที่ปรากฏหลักฐานเป็นใบส่งของสินค้าและวัสดุต่างๆ ที่นำมาจัดทำอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเลี้ยงแขกและผู้มาช่วยจัดงานศพรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 77,230 บาท จึงเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินซื้อสินค้าและวัสดุดังกล่าวมาใช้ในการจัดการงานศพนาย ส. จริง และเป็นจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ไม่เกินแก่ฐานะ ส่วนสำเนาแสดงรายการค่าใช้จ่ายที่ผู้ฟ้องคดีจัดทำขึ้นรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 89,961 บาท ผู้ฟ้องคดีไม่มีเอกสารหลักฐานที่เป็นใบเสร็จหรือใบสำคัญรับเงิน เพื่อแสดงและสนับสนุนให้ศาลเห็นว่าได้มีการใช้จ่ายตามรายการ ดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตาม ในการจัดพิธีศพทั่วไปย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ให้ผู้ฟ้องคดี จำนวน 50,000 บาท นั้น เมื่อพิจารณาเอกสารหลักฐานของผู้ฟ้องคดีประกอบกับธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นและสถานะตามฐานานุรูปของผู้ตายและครอบครัวแล้ว เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการปลงศพนาย ส. ที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้สูงเกินกว่าปกติแต่อย่างใด ค่าสินไหมทดแทน ในส่วนนี้จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูนั้น แม้ว่าในขณะที่นาย ส. ถึงแก่ความตายนาย ส. กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ยังไม่ได้ประกอบอาชีพและยังไม่ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูผู้ฟ้องคดีและนาง ส. ก็ตาม แต่เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย อันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดีและภรรยาซึ่งเป็นบิดามารดาจึงตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โดยไม่ต้องคำนึงว่าในขณะที่ถึงแก่ความตายนั้น นาย ส. ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้ฟ้องคดีและภรรยาหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีและภรรยาจึงชอบที่จะได้รับค่าขาดไร้อุปการะทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เมื่อพิจารณา ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นจำนวน 1,000 บาท ต่อเดือนเป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท ประกอบกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำละเมิดแล้ว เห็นว่า เป็นค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสมแล้ว แต่ในส่วนที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ภรรยาของผู้ฟ้องคดีนั้น เมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีนี้แล้ว เห็นว่า ภรรยาของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายไม่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นแต่อย่างใด และแม้ผู้ฟ้องคดีจะบรรยายฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีในฐานะแทนภรรยาขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะให้ภรรยาด้วยก็ตาม แต่ค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของทายาทแต่ละคนที่ได้รับความเสียหาย เมื่อไม่ปรากฏว่าภรรยาของผู้ฟ้องคดีมีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีแทน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจฟ้องคดีโดยมีคำขอดังกล่าวแทนภรรยาได้ ศาลปกครองจึงไม่อาจกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่ภรรยาของผู้ฟ้องคดีได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ผู้ฟ้องคดีรวมเป็นเงิน 367,230 บาท โดยให้ชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลแก่ผู้ฟ้องคดีตามส่วนแห่งการชนะคดี นั้นศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีรวมเป็นเงิน 247,230 บาท นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ถูกฟ้องคดีตามส่วนแห่งการชนะคดี

สรุป : ต้นกระถินเทพาเป็นต้นไม้ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันมิให้ต้นไม้โค่นล้มจนเกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ทาง แต่กลับละเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ทายาทของผู้ตาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2130/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด