วิชาชีพ : ฟ้องเพิกถอนคำสั่งกลับคำวินิจฉัยชี้ขาดมรรยาททนายความ

0
555

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ว่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นทนายความเพื่อให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินที่พิพาทกับนาย ก. และนาย ศ. โดยตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 25,000 บาท แบ่งชำระ 3 งวด ผู้ฟ้องคดีได้ชำระเงินงวดแรกซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จำนวน 5,000 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้นำสำเนาคำฟ้องมาให้ผู้ฟ้องคดีดูเพื่อขอรับเงินงวดที่ 2 จำนวน 10,000 บาท หลังจากนั้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าระยะเวลาผ่านไปนานแล้วและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้ติดต่อกับผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไปตรวจสอบที่ศาลปรากฏว่า ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยก่อนหน้าที่จะตกลงจ้าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ตกลงกับผู้ฟ้องคดีด้วยวาจาว่า หากศาลไม่รับฟ้องหรือการฟ้องคดีดังกล่าว เป็นฟ้องซ้ำ หรือไม่สามารถกั้นแนวเขตรั้วได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะคืนเงินค่าทนายความแก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงได้ไปขอเงินค่าจ้างงวดที่ 2 คืน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ยอมคืนเงินให้ ผู้ฟ้องคดี ได้ไปร้องเรียนต่อสภาทนายความเพื่อให้ดำเนินคดีมรรยาททนายความกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในระหว่างนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ยื่นข้อเสนอจะคืนเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 8,000 บาท และขอให้ผู้ฟ้องคดีถอนเรื่องร้องเรียน แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็มิได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด จนกระทั่งคณะกรรมการสภาทนายความมีคำสั่งให้ลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ห้ามทำการเป็นทนายความมีกำหนด 1 ปี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ) ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วมีคำสั่ง ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ให้กลับคำชี้ขาดของคณะกรรมการสภาทนายความ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการสอบสวนที่แต่งตั้งโดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการมรรยาททนายความได้สอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย แต่มีเพียงผู้ฟ้องคดี นางสาว ก. บุตรสาวของผู้ฟ้องคดี และนาย ส. สามีของผู้ฟ้องคดีเท่านั้นที่ให้ถ้อยคำว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ตกลงกับผู้ฟ้องคดีว่า หากไม่ได้ที่ดินถูกรุกล้ำคืนจะไม่คิดค่าทนายความ ซึ่งพยานดังกล่าวเป็นบุคคลในครอบครัวของผู้ฟ้องคดีมีส่วนได้เสียกับกรณีนี้โดยตรง และไม่ปรากฏพยานเอกสารและพยานบุคคลอื่นที่สนับสนุนข้ออ้างของผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนให้รับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2ได้ตกลงรับว่าจ้างว่าความกับผู้ฟ้องคดีโดยมีข้อตกลงดังกล่าว ประกอบกับผู้ฟ้องคดีกับนาย ก. และนาย ศ. มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินที่พิพาทโดยมีการฟ้องคดีกันมาก่อน และมีการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินตรวจสอบเขตที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถสอบเขตที่ดินที่แน่นอนได้ เนื่องจากนาย ก. และนาย ศ. คัดค้านการนำชี้แนวเขต จึงเห็นได้ว่าการฟ้องคดีพิพาทดังกล่าวเกิดขึ้นจากความประสงค์ของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้มีการกระทำอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้จึงไม่เป็นการผิดมรรยาททนายความตามข้อ 9 ประกอบข้อ 4 ของข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่คืนเงินค่าทนายความให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อตกลง นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนการกล่าวหาแล้ววินิจฉัยว่า มีเพียงคำให้การของผู้ฟ้องคดีและบุตรสาวของผู้ฟ้องคดีที่ให้การว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตกลงจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดี นอกจากนี้ไม่ปรากฏพยานเอกสารอื่นใดสนับสนุนคำให้การพยานของฝ่ายผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดี จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตกลงจะคืนเงินให้ผู้ฟ้องคดีประกอบกับเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำหน้าที่ทนายความให้ผู้ฟ้องคดีครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าทนายความซึ่งถือเป็นค่าวิชาชีพตามจำนวนที่ตกลงไว้กับผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่คืนเงิน จำนวน 8,000 บาท ให้ผู้ฟ้องคดี จึงไม่เป็นการครอบครองหรือหน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความจึงไม่เป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความตามข้อ 15 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความตามที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 กลับคำชี้ขาดของคณะกรรมการสภาทนายความที่วินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ประพฤติผิดมรรยาททนายความ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว

สรุป : เมื่อทนายความ ที่ถูกร้องเรียนมิได้ยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกัน และไม่ได้หน่วงเหนี่ยวเงินของลูกความ จึงไม่เป็นการประพฤติผิดมารยาททนาย คำสั่งกลับคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ลงโทษมรรยาททนายความจึงชอบด้วยกฎหมาย

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.13/2560)

การแสดงความเห็นถูกปิด