เวนคืน : ฟ้องขอค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้เพิ่มขึ้น

0
112

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดิน และผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดิน ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวบางส่วน ถูกเวนคืนตาม พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนฯ พ.ศ. 2548 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แยกเป็นค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 202,921 บาท และค่าทดแทนต้นไม้ ได้แก่ ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้ ต้นละมุด และต้นขนุน เป็นเงิน 3,780 บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีหนังสือลงวันที่ 17 ธันวาคม 2552 อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่จนถึงวันฟ้องก็ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ จึงขอให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอีกเป็นเงิน 51,220 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในวันฟ้องคดีของเงินต้นจำนวน 51,220 บาท นับแต่ วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

กรณีนี้เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ผู้ถูกเวนคืน โดยให้กำหนดตามราคาต้นพันธุ์ รวมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา รวมทั้งค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายผลผลิต ต่อมา ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2552 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงิน ค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยพิจารณาจากรายละเอียดการคำนวณประมาณราคา ค่าทดแทนพืชผลต้นไม้ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเสนอ คือ ต้นมะม่วงพันธุ์ดี ขนาดใหญ่ 1 ต้น เป็นเงิน 2,100 บาท ต้นละมุด ขนาดใหญ่ 1 ต้น เป็นเงิน 800 บาท และต้นขนุน ขนาดใหญ่ 1 ต้น เป็นเงิน 880 บาท รวมเป็นเงิน 3,780 บาท

ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า การกำหนดเงิน ค่าทดแทนดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้เข้าทำการสำรวจและกำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้เฉพาะที่อยู่ในแนวเขตทาง แล้วนำมาคิดคำนวณประมาณราคาโดยถือตามราคาที่มีการซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ซึ่งรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษากระทั่งเจริญเติบโตที่มีขนาดเท่ากับต้นไม้ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในวันที่มีการกำหนดเงินค่าทดแทน เห็นว่า ในการกำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ไม่ปรากฏรายละเอียดที่แสดงให้เห็นได้ว่าการนำเสนอของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ได้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนด หรือได้ถือตามราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดจริงหรือไม่ อย่างไร อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากสภาพและลักษณะ ของต้นไม้ทั้งสามต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าต้นไม้ทั้งสามต้นดังกล่าวเป็นต้นไม้ประเภทให้ผล ขนาดใหญ่ สภาพสมบูรณ์แข็งแรง ปลูกมานาน อยู่ในพื้นที่อาศัย มิใช่พื้นที่การเกษตร แสดงว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ดูแลบำรุงรักษาต้นไม้เป็นอย่างดี ราคาค่าทดแทนต้นไม้ในแต่ละต้นจึงควรมีราคาสูงกว่าที่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองนำเสนอ และต้องมีราคาที่ไม่แตกต่างกันจนเกินไป นอกจากนี้ ตามภาพถ่าย ท้ายคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ยังปรากฏว่ามีต้นกระท้อน ขนาดใหญ่ อีก 1 ต้น ซึ่งอยู่ในแนวเขตทางและต้องรื้อถอน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้เสนอต่อคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เหมาะสม และไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เมื่อคำนึงถึงสภาพและลักษณะของต้นไม้ทั้งสี่ต้นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า ที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดเงินค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ได้แก่ ต้นมะม่วง เป็นเงิน 2,500 บาท ต้นละมุด เป็นเงิน 1,800 บาท ต้นขนุน เป็นเงิน 2,000 บาท และต้นกระท้อน เป็นเงิน 3,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,300 บาท หรือเพิ่มจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้อีกเป็นเงิน 5,520 บาท นั้น เป็นค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินค่าทดแทนต้นไม้ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพิ่มจาก ที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้อีกเป็นเงิน 5,520 บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทเงินฝากประจำของธนาคารออมสินตามที่ธนาคารออมสินประกาศกำหนดในแต่ละช่วงเวลาของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (10 กุมภาพันธ์ 2554) เป็นต้นไปตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยชำระให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนตามส่วนแห่งการชนะคดีแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2146/2559

การแสดงความเห็นถูกปิด