สัญญาทางปกครอง : ฟ้องขอให้ชำระเงินค่าปรับตามสัญญา

0
2680

คดีตัวอย่างนี้ ผู้ฟ้องคดี ได้ทำสัญญาจ้างผู้ถูกฟ้องคดี ทำการก่อสร้างสระว่ายน้ำและอาคารในสวนสาธารณะ วงเงินค่าจ้าง 5,278,800 บาท โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเงินสดจำนวน 263,940 บาท มอบไว้กับผู้ฟ้องคดี เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา มีกำหนดการทำงานจ้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนดได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญา และขอแจ้งสงวนสิทธิการปรับกรณีผิดสัญญา ตามข้อ 15 ของสัญญาจ้าง โดยปรับเป็นรายวัน วันละ 5,278.80 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไปจนกว่างานจะแล้วเสร็จ

ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้ทำงานจ้างงวดที่ 1 แล้วเสร็จและส่งมอบงานจ้างแก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเกินกว่ากำหนดเวลาที่ต้องทำงานทุกงวดให้แล้วเสร็จตามสัญญาเป็นเวลาถึง 146 วัน และไม่ทำงานส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 20 ธันวาคม 2555 บอกเลิกสัญญาจ้าง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับจำนวน 527,880 บาท ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556 แต่มิได้นำเงินค่าปรับดังกล่าวมาชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้เห็นว่า ตามข้อ 15 ของสัญญาจ้าง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิเรียกค่าปรับตามสัญญาได้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญา (ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2556) เป็นเวลา 689 วัน โดยคิดค่าปรับวันละ 5,278.80 บาท รวมเป็นเงินค่าปรับทั้งสิ้น 3,637,093.20 บาท แต่โดยที่ข้อ 131 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 มีเจตนารมณ์ที่จะให้ผู้รับจ้างซึ่งเข้ามาเป็นคู่สัญญากับหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จะต้องทำงานตามสัญญาให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นโดยเร็วหรือภายในเวลาตามที่กำหนดในสัญญาเป็นสำคัญ โดยไม่ได้มีความประสงค์ที่จะให้มีการเรียกค่าปรับสูงเกินสมควรแต่อย่างใด อีกทั้งยังมุ่งคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายเอกชนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้มิให้ต้องรับภาระจากเงินค่าปรับในจำนวนที่สูงเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง ดังนั้น เมื่อจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้าง หน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นจะต้องพิจารณาว่าสมควรจะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงกับผู้รับจ้างหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยังมิได้บอกเลิกสัญญาจนกระทั่งมีค่าปรับสูงเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง ซึ่งค่าปรับเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า จึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งหากเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลอาจสั่งลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยต้องคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย มิใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินเท่านั้น

ทั้งนี้ ตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว จึงเห็นควรลดค่าปรับให้ผู้ถูกฟ้องคดีโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าปรับเพียงจำนวนร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างตามสัญญา คิดเป็นเงินจำนวน 527,880 บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีได้หักเงินค่าจ้างและค่าค้ำประกันไปเป็นเงินค่าปรับแล้วรวมเป็นเงิน 839,447.80 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่เกินกว่าจำนวนเงินค่าปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีอีก ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้คืนเงินค่าธรรมเนียมศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ลดลงให้แก่ผู้ฟ้องคดี นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล

สรุป : การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา แต่ผู้ฟ้องคดีก็มิได้บอกเลิกสัญญาจ้าง จนค่าปรับสูงเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง ซึ่งค่าปรับมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ตามมาตรา 379 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว จึงควรลดค่าปรับ ให้เหลือเพียงร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างตามสัญญา

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 2071/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด