ละเมิด : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนการคลังให้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

0
709

ประเด็นเด็ดคดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามฟ้องว่า เมื่อครั้งผู้ฟ้องคดีที่ 1 ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และผู้ฟ้องคดีที่ 3 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบล ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล กรณีนาง น. ตำแหน่งหัวหน้าส่วนการคลัง องค์การบริหารส่วนตำบล ได้ทำหลักฐานเอกสารเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินสูญหายและไม่มีเอกสารให้ตรวจสอบจำนวน 450,548.51 บาท และไม่นำฝากเงินสดเป็นจำนวน 42,574.88 บาท รวมเป็นเงิน 493,123.39 บาท ผู้ฟ้องคดีทั้งสามในฐานะผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่ควบคุมดูแล การปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของทางราชการ มิได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอและมิได้ควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนด จึงเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดในอัตราร้อยละ 60 ของเงินจำนวน 493,123.39 บาท คิดเป็นเงิน 295,874.03 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 รับผิดในอัตราร้อยละ 40 ของเงินจำนวน 308,478 บาท คิดเป็นเงิน 123,391.20 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 40 ของเงินจำนวน 128,203.03 บาท คิดเป็นเงิน 51,281.21 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (กรมบัญชีกลาง ที่ 2) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงยื่นฟ้องคดีต่อศาล ขอให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 จนกว่าศาล จะมีคำพิพากษา เพิกถอนคำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักส่วนรวมออกร้อยละ 80 ของเงินจำนวน 439,123.39 บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แจ้งกองปรามปราบตามจับนาง น. เพื่อมาชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดแล้วคืนเงินแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสาม

กรณีนี้เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเงิน 295,874.03 บาท กรณีหัวหน้าส่วนการคลังองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ทำหลักฐานเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินสูญหาย และไม่มีเอกสารให้ตรวจสอบจำนวน 450,548.51 บาท และเงินสดไม่นำฝากเป็นเงิน 42,574.48 บาท รวมเป็นเงิน 493,123.39 บาท เนื่องจากผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของ ทางราชการ มิได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเพียงพอและมิได้ควบคุม กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติตามระเบียบที่กำหนด ทั้งมิได้มีการควบคุมและตรวจสอบ การปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด พฤติการณ์เป็นการกระทำประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้ องค์การบริหารส่วนตำบลได้รับความเสียหาย จึงให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในอัตราร้อยละ 60 ของค่าเสียหายจำนวน 493,123.39 บาท คิดเป็นเงิน 295,874.38 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ทราบ จึงเป็นกรณี ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีที่1 จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้รับทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์วันที่ 11 สิงหาคม 2553 ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคดีวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดี ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงมีอำนาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณาได้ เมื่อศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ยกฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดี ในส่วนของ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ศาลปกครองชั้นต้นจึงไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่าเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงสามารถอุทธรณ์ในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อพิพาทในคดีได้ หลังจากที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 ใช้มาตรการบังคับทางปกครองต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 โดยได้มีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 แจ้งเตือนให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินครั้งที่ 1 ต่อมา ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ และสัญญาผ่อนชำระหนี้ ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ตกลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย โดยชำระงวดแรก จำนวน 4,931 บาท ภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระ เป็นรายเดือนให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เห็นว่า หนังสือที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ให้ไว้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นกรณีที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยินยอมที่จะชดใช้เงินจำนวน 295,874.03 บาท โดยสละข้อต่อสู้ ที่ว่าคำสั่งเรียกให้ชดใช้เงินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เกิดจากมูลหนี้ละเมิดเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ตกลงยินยอมให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผ่อนชำระในยอดเงินที่ต้องชำระดังกล่าว เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 4,931 บาท และให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี โดยสละสิทธิ ที่จะเรียกร้องให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงให้แล้วเสร็จภายในครั้งเดียว

กรณีจึงเป็นการที่ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงยอมผ่อนผันให้แก่กัน ดังนั้น สัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และทำให้ มูลหนี้ละเมิดที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินกลายเป็นมูลหนี้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน จึงเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลทำให้คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่และสิ้นผลผูกพันผู้ฟ้องคดีที่ 1 นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนสิทธิเรียกร้องของผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาจะมีได้เพียงใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับข้อกำหนดที่ปรากฏในสัญญาดังกล่าวตามมาตรา 852 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ และหากผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็มีสิทธิเพียงฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชำระหนี้ในส่วนที่ค้างชำระเท่านั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินอีกต่อไป แต่ยังคงผูกพันกันตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระหนี้ จึงไม่มีมูลที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จะอาศัยเป็นเหตุฟ้องว่าคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เกิดจากมูลหนี้ละเมิดเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อหักส่วนความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมออกร้อยละ 80 ของเงินจำนวน 439,123.39 บาท ตามคำสั่งดังกล่าวได้อีกต่อไป กรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อุทธรณ์ว่า หนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำลงโดยผู้ไม่มีอำนาจ จึงเป็นโมฆะตามกฎหมาย เห็นว่า เหตุพิพาทคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟ้องว่า คำสั่งองค์การบริหารส่วนตำบล ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ข้ออ้างที่ว่าหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นพิพาทในคดีที่ศาลต้องวินิจฉัย ทั้งการกล่าวอ้างว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้มูลหนี้ละเมิดตามคำสั่งที่ เรียกให้ชดใช้เงินที่เป็นเหตุพิพาทกลายเป็นมูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแทน นั้น เป็นการแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลว่าได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ใช่การอ้างเป็นหลักฐานเพื่อให้บังคับตามสัญญา จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร การที่ศาลปกครองชั้นต้นจะวินิจฉัยว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 295,874.03 บาท เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป ศาลปกครองชั้นต้นสมควรที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ออกจากสารบบความ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ก็มีผลในลักษณะเดียวกันคือ ไม่มีกรณีที่ศาลจะต้องมีคำบังคับตามคำขอท้ายคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่จำต้องยกคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเพื่อให้ไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามข้อ 112 วรรคหนึ่ง (1) แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน

สรุป : เป็นกรณีที่คำสั่ง เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ กลายเป็นมูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน จึงไม่มีกรณีที่ศาลต้องมีคำบังคับ)

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1112/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด