ละเมิด : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่เรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทุจริตในการส่งออกเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร

0
107

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายตรวจศุลกากร ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากคำสั่งกรมศุลกากร ที่ 244/2549 ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 24,872.48 บาท กรณีบริษัท ม. ทุจริตในการส่งออกเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่ได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมศุลกากร) ว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะเกิดเหตุผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้มีการนำนโยบายส่งเสริม การส่งออกของรัฐบาลมาปฏิบัติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมศุลกากร) ก็ยอมรับในวิธีการสุ่มตรวจสินค้าขาออก ความรับผิดชอบจึงยังคงอยู่กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เท่านั้น เนื่องจากเป็นผลจากการใช้อำนาจในการสั่งการ นอกจากนี้ เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าปริมาณงานมีมากเกินกว่าจะทำการเปิดตรวจให้ครบทุกใบขนได้ จึงเป็นกรณีที่ไม่สามารถทำได้เพราะเป็นการพ้นวิสัย จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งกรมศุลกากร ที่ 244/2549 ลงวันที่ 28 กันยายน 2549

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ปริมาณการส่งออกสินค้าของผู้ส่งออกสินค้าโดยรวมมีจำนวนมาก เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งเสริมการส่งออกตามนโยบายของรัฐบาลและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ที่จะอำนวยความสะดวกตามนโยบายดังกล่าวมีจำนวนน้อย จนไม่สามารถเทียบเป็นสัดส่วนกับปริมาณงานที่เข้ามาได้ การแก้ปัญหาในขณะนั้นจึงใช้วิธีการ สุ่มตรวจสินค้าจากผู้ส่งออกบางรายที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ หรือสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูง มีการส่งออกถี่และมีอัตราชดเชยค่าภาษีอากรสูง เป็นต้น ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมศุลกากร ที่ 166/2545 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 กำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจปล่อย การบรรจุ การขนส่งและการบรรทุกสินค้าที่ส่งออกด้วยระบบคอนเทนเนอร์ขึ้นใหม่แทนระเบียบเดิม โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เลือกตรวจและยกเว้นการตรวจปล่อยและควบคุมการบรรจุสินค้า โดยให้นายตรวจศุลกากรหรือสารวัตรศุลกากรเป็นผู้ตรวจปล่อยและควบคุมการบรรจุสินค้าเพียงคนเดียว ไม่ต้องให้ศุลการักษ์ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายตรวจศุลกากรและเป็นผู้ร้อยดวงตราตะกั่ว กศก. ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งกรมศุลกากร ที่ 239/2546 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2546 ยกเลิกคำสั่ง กรมศุลกากร ที่ 166/2545 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2545 และกำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจปล่อย การบรรจุ การขนส่ง และการบรรทุกสินค้าที่ส่งออกทางเรือด้วยระบบคอนเทนเนอร์ได้รับการยกเว้นการตรวจปล่อยและควบคุมการบรรจุ เว้นแต่กรณีผู้ส่งออกร้องขอให้ทำการตรวจปล่อยและควบคุมการบรรจุสินค้า หรือพนักงานศุลกากรประจำสำนักสืบสวนและปราบปรามหรือประจำหน่วยป้องกันและปราบปรามของด่านศุลกากร หรือสำนักงานศุลกากรภาค ทำการเปิดตรวจ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัย หรือสุ่มตรวจสอบ ตามหลักการบริหารความเสี่ยง กรณีจึงเชื่อได้ว่าปัญหาที่ทำให้เกิดช่องทางทุจริตในการขอรับเงินชดเชยภาษีอากรส่วนหนึ่งมาจากปริมาณงานที่มากแต่อัตราเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากขั้นตอนการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 15 05 03 (1.4) ที่กำหนดให้ฝ่ายชดเชยอากร กองอากร จะต้องตรวจคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรว่าได้มีการนำเงินตราต่างประเทศค่าขายสินค้าส่งออกเข้ามาตามใบแจ้งการเข้าบัญชี ปรากฏว่า ใบแจ้งการเข้าบัญชีดังกล่าวไม่อาจยืนยันว่ามีการโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้าตามที่ได้ส่งออกไปยังต่างประเทศของบริษัทดังกล่าวจริงหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ผู้ส่งออกใช้เป็นช่องทางกระทำการทุจริตยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรอันเป็นเท็จ จึงเป็นความบกพร่องทั้งระบบในกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า การควบคุมการนำสินค้าลงเรือ และการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงระบบการดำเนินงานดังกล่าวโดยรวมได้

ดังนั้น การกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีจึงมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความบกพร่องของระบบการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ด้วยอันมีเหตุสมควรหักส่วนความรับผิดดังกล่าวออกร้อยละ 50 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมด ตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้หักส่วนความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ออกกึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมด แล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำ สั่งกรมศุลกากร ที่ 244/2549 ลงวันที่ 28 กันยายน 2549 ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายไปตามใบขนสินค้าขาออกของบริษัท ม. จำนวน 3 ฉบับ ในจำนวนเงินที่เกินกว่า 12,436.24 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.2135/2559)

สรุป : เมื่อการกระทำละเมิดมีสาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากความบกพร่องของระบบการดำเนินการจึงต้องหักส่วนความรับผิดดังกล่าว ออกร้อยละ 50 ของจำนวนค่าเสียหายทั้งหมด

การแสดงความเห็นถูกปิด