บริหารงานบุคคล : ฟ้องขอให้คืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการกลับเข้ารับราชการ

0
61

ประเด็นในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นข้าราชการตำรวจ เดิมเคยถูก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ลงโทษไล่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากราชการ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการข้าราชการตำรวจได้มีมติยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองในการประชุมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงยื่นฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 246/2558 โดยพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 และมติยกอุทธรณ์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมา รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 13 ตุลาคม 2558 เพิกถอนคำสั่งลงโทษ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกลับเข้ารับราชการ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป และได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ความว่า ให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากราชการ ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกลับเข้ารับราชการ และให้ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับตามระเบียบของทางราชการ ให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรายงานตัวกลับเข้ารับราชการแต่เมื่อครบกำหนดดังกล่าวแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ยังมิได้ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ใด ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยถูกต้องครบถ้วน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะได้รับ และขอให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ตามกฎหมายต่อไป โดยยื่นต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แต่ก็ยังไม่ได้รับ การคืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแต่อย่างใด จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการคืนสิทธิการได้รับเงินเดือน สิทธิการเลื่อนเงินเดือน ขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม หรือเงินอื่น สิทธิประโยชน์อื่นตามกฎหมาย พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นว่า มูลเหตุแห่งการพิจารณาคดีนี้ เกิดจากการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองออกจากราชการและมติที่ให้ยกอุทธรณ์ ต่อมา ได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกลับเข้ารับราชการแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้รับคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการกลับเข้ารับราชการ กรณีจึงมิใช่การไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะยื่นคำร้องขอบังคับคดีในคดีเดิมดังที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัย แต่เป็นข้อพิพาทที่แยกต่างหากจากคดีเดิม เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องแล้ว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หาใช่ส่วนหนึ่งของคำร้องขอให้ศาลปกครองบังคับให้มีการปฏิบัติตามผลแห่งคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 246/2558 ที่พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 และมติยกอุทธรณ์ นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ตุลาคม 2558 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับตามระเบียบของทางราชการแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรายงานตัวกลับเข้ารับราชการ ดังนั้น เมื่อพ้นระยะเวลา 45 วัน ดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ฟ้องคดีทั้งสองย่อมเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่ขอให้ ศาลปกครองมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามพิจารณาดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และโดยที่การฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร นั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ส่วนการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่ง การฟ้องคดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รายงานตัวกลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ประกอบกับรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3  ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรได้รับตามระเบียบของทางราชการแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรายงานตัวกลับเข้ารับราชการ ดังนั้น เมื่อพ้นระยะเวลา 45 วัน ดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังมิได้ดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2558 อันเป็นวันที่พ้น 45 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรายงานตัวกลับเข้ารับราชการ จึงถือเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามดำเนินการคืนสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันและหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างไรก็ตามเมื่อความปรากฏในสำนวนคดีว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังมิได้กำหนดจำนวนเงินในส่วนที่เป็นเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรจะได้รับและผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังมิได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลในส่วนดังกล่าว ดังนั้น ศาลปกครองชั้นต้นจะรับคำฟ้องในส่วนนี้ต่อเมื่อศาลปกครองชั้นต้นได้ดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกำหนดจำนวนเงินดังกล่าวและผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมศาลในส่วนดังกล่าวแล้ว ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับเป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา เมื่อศาลปกครองชั้นต้นดำเนินการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกำหนดจำนวนเงินในส่วนที่เป็นเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรจะได้รับและผู้ฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมศาลในส่วนดังกล่าวแล้ว

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.147/2559)

สรุป : การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการตามคำพิพากษาของศาล แต่มิได้คืนสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการกลับเข้ารับราชการ กรณีมิใช่การไม่ปฏิบัติ ตามคำพิพากษาที่จะยื่นคำร้องขอบังคับคดีในคดีเดิม แต่เป็นข้อพิพาทที่แยกต่างหากจากคดีเดิม, ระยะเวลาการฟ้องคดี, ค่าธรรมเนียมศาล

การแสดงความเห็นถูกปิด