ที่ดิน/วิธีพิจารณาคดีปกครอง : ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

0
171

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่นาย ส. นำที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ซึ่งซื้อมาจากการขายทอดตลาดขอรังวัดออกโฉนดที่ดินและได้รับโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นได้รังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวออกไปอีก 4 แปลง ซึ่งการออกโฉนดที่ดิน เป็นการออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามหลักฐาน ส.ค. 1 จำนวน 12 ไร่ 2 งานเศษ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า การออกโฉนดที่ดิน ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครอง ตามหลักฐาน ส.ค. 1 เป็นการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดี (กรมที่ดิน) ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) และโฉนดที่ดิน ทับที่ดินซึ่งมีใบเหยียบย่ำที่ดิน ลงวันที่ 21 เมษายน 2496 ของนาย ป. และการออกโฉนดที่ดิน ทับที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จำนวน 12 ไร่ 2 งานเศษ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและตกเป็นโมฆะ และโฉนดที่ดิน ไม่ได้ออก โดยระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศตามประมวลกฎหมายที่ดิน รวมทั้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน 12 ไร่ 2 งานเศษ และให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินแปลงดังกล่าว ตลอดทั้งแจ้งผลการดำเนินการตรวจสอบการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาท

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนยื่นฟ้องคดีนี้นาง ส. ภรรยาของนาย ส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นจำเลยที่ 5 และ ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นจำเลยที่ 6 ต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและจำเลยร่วมบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของนาง ส. (โจทก์) โดยปลูกพืชไร่ ทำให้ (โจทก์) เสียหายไม่สามารถ เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ (โจทก์) ขอให้ขับไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและจำเลยร่วมออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดิน ห้ามผู้ฟ้องคดีทั้งสองและจำเลยร่วมและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ (โจทก์) ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำพิพากษา ให้ขับไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและจำเลยร่วมพร้อมบริวารที่เกี่ยวข้องออกไปจากที่ดินโฉนดที่ดิน ของ (โจทก์) ห้ามผู้ฟ้องคดีทั้งสองและจำเลยร่วมพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวของนางแสงเดือน (โจทก์) อีกต่อไป และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ (โจทก์) ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีนี้จึงต้องรับฟังเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่าผู้มีชื่อในทะเบียนที่ดินพิพาทมาแต่เดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งได้แก่ นาย ป. นาย บ.และนาย ส. เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่นาย ส. ขอออกโฉนดที่ดินทั้ง 10 แปลง จึงเป็นไปโดยชอบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาท และผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าว ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหาย โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1332/2559)

สรุป : ก่อนฟ้องคดีนี้ได้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมโต้แย้งสิทธิในที่ดิน ศาลฎีกาพิพากษาว่านาย ส. เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง การที่นาย ส. ขอออกโฉนดที่ดินจึงเป็นไปโดยชอบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาของศาลฎีกา กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายที่จะ มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

การแสดงความเห็นถูกปิด