ที่ดิน : ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน

0
67

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด) ออกโฉนดที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ โดยวิธีใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แก่นาง บ. ทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์มาเป็นเวลากว่า 30 ปี โดยที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มีโอกาสโต้แย้งหรือคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเหตุให้นาง บ. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินได้รับประโยชน์จาก ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2554 นาง บ. ได้ยื่นฟ้องขับไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและบริวาร ให้ออกจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว และต่อมา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ศาลจังหวัดสีคิ้วได้มีคำบังคับ ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองพร้อมบริวารออกจากที่ดินโฉนดที่ดินแปลงพิพาท และห้ามผู้ฟ้องคดีทั้งสองพร้อมบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชำระค่าเสียหายตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 7,000 บาท ต่อปี ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าเสียหาย ตามฟ้องเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงินจำนวน 25,000 บาท คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่งผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวและความเป็นอยู่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีอาชีพเกษตรกรซึ่งมีฐานะค่อนข้างยากจน ไม่มีความรู้ในข้อกฎหมาย ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบและไม่มีเงินเพียงพอ ในการว่าจ้างทนายความสู้คดี และต้องกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินทุนนอกระบบซึ่งมีภาระดอกเบี้ยสูง การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (เจ้าพนักงานที่ดิน) เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ที่ออกให้แก่นาง บ. และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 21,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 18,000 บาท และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทนายความให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง จำนวน 25,000 บาท เห็นว่า กรณีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่ง ทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดยที่การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) จะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และการฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) จะต้องยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอ้างว่า ในวันที่ 13 มิถุนายน 2554 ผู้ฟ้องคดี ทั้งสองถูกนาง บ. ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 22369 ฟ้องขับไล่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวก พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าออกทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองครอบครองและทำประโยชน์นับแต่เวลาดังกล่าว และชอบที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินหรือเรียกค่าเสียหายนับแต่เวลานั้น โดยจะต้องยื่นฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนโฉนดที่ดินภายในเก้าสิบวัน และยื่นฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายภายในหนึ่งปี ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2557 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีที่ล่วงพ้นระยะเวลาเก้าสิบวันและหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 49 และมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองไว้พิจารณา จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ และคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง นั้น ชอบแล้ว

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 262/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด