ที่ดิน : ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือให้หยุดการทำประโยชน์และออกจากที่ดิน

0
118

ประเด็นในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินโดยไม่มีหลักฐาน ในส่วนที่เกินจากที่ดินของพี่สาวของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจาก กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดี มีหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 แจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีหยุดการทำประโยชน์ในที่ดินและออกจากพื้นที่พิพาท โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นที่สาธารณประโยชน์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว เมื่อพิจารณา พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 เห็นได้ว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีในอันที่จะออกคำสั่งหรือเข้าไปบังคับหรือจัดการให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาทได้เลย ไม่ว่าที่ดินนั้นจะเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่ดินสาธารณประโยชน์ก็ตาม หนังสือแจ้งของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงหนังสือบอกกล่าวให้ทราบว่าที่ดินแปลงที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์อยู่นั้นเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ และขอให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของตน มิใช่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่จะต้องไปดำเนินการ ทางศาลต่อไป ดังนั้น หนังสือแจ้งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีแต่ประการใด จึงไม่ใช่คำสั่ง ทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ฟ้องคดี จึงมิได้เป็นผู้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากหนังสือดังกล่าว ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะออกทับที่ดินมือเปล่าที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ จึงขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวเสีย นั้น ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 แจ้งว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดี ได้ทำประโยชน์เป็นที่สาธารณประโยชน์ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงให้ผู้ฟ้องคดีหยุดการทำประโยชน์ในที่ดินและออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจะต้องรู้หรือควรรู้แล้วว่ามีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองอยู่ ตามหนังสือแจ้งของ ผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ดังกล่าว แม้จะไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าวเมื่อใด แต่ก็ถือได้ว่าอย่างช้าที่สุดผู้ฟ้องคดีจะต้องรู้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2556 อันเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทบทวนการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากที่ดินพิพาท ซึ่งการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวนั้น ผู้ฟ้องคดีไม่จำต้องมีการอุทธรณ์โต้แย้งหนังสือแจ้งของผู้ถูกฟ้องคดีก่อนแต่อย่างใด จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นมีการแจ้งสิทธิอุทธรณ์ไว้ด้วยหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีจึงชอบที่จะฟ้องข้อหานี้ต่อศาลปกครองชั้นต้น ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2556 การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องต่อศาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ประกอบกับการฟ้องคดีนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ศาลจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ตามมาตรา 52 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ นั้น ชอบแล้ว

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 177/2559)

การแสดงความเห็นถูกปิด