กิจการโทรคมนาคม : ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นำส่งรายงานบัญชีแยกประเภท ในกิจการโทรคมนาคม

0
83

ประเด็นในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จากการสื่อสารแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)) ได้รับ ความเดือดร้อนเสียหายเนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่อยู่ในบังคับของประกาศฉบับนี้ แต่เนื่องจากการจัดทำบัญชีแยกประเภทบริการเป็นเรื่องใหม่และมีความละเอียดซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ขอคำชี้แจงและสอบถามผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพื่อปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ในหลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านการรักษาข้อมูลความลับทางการค้า ความยุ่งยากในการจัดทำรายงานบัญชี เป็นต้น แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจจัดทำรายงานบัญชีภายในกำหนดเวลาที่ประกาศดังกล่าวกำหนดได้ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 ที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้วต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการเลือกปฏิบัติ สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 อุทธรณ์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้วและได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มีนาคม 2556 แจ้งผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย 13จึงนำคดีมาฟ้องขอให้13 เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ที่สั่งให้ผู้ฟ้องคดีนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 ที่ผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้วต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และ เพิกถอนผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 7/2556 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 ระเบียบวาระที่ 4.7

กรณีนี้เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อความในหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 แล้ว มูลเหตุแห่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือฉบับดังกล่าว เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำและนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทต่อสำนักงาน กสทช. ภายในระยะเวลาที่ประกาศดังกล่าวกำหนด ซึ่งตามข้อ 14 ของประกาศ กสทช. ดังกล่าว กำหนดว่า ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมมาใช้บังคับ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 ต่อสำนักงาน กสทช. โดยระบุด้วยว่า หากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยกำหนดค่าปรับทางปกครองต่อไป

กรณีจึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 สั่งการไปยังผู้ฟ้องคดีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาใช้บังคับเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติ ตามประกาศ กสทช. โดยใช้อำนาจตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศ กสทช. โดยให้ผู้ฟ้องคดีนำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 ต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยกำหนดค่าปรับทางปกครองตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป จึงเห็นได้ว่า หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ดังกล่าว เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล หนังสือฉบับดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มิใช่เป็นเพียงหนังสือเตือนให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 เมื่อหนังสือดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง และผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯโดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ผู้ฟ้องคดีได้นำส่งอัตราค่าตอบแทนระหว่างกันของบริการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้สามารถเรียกจากจุดเริ่มต้นบนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มเติม และเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 ผู้ฟ้องคดีได้นำส่งข้อมูลเพิ่มเติม 3 รายการ คือ รายงานงบกำไรขาดทุน รายงานต้นทุนบริการต่อหน่วย และรายงานปริมาณการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของบริการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้สามารถเรียกจากจุดเริ่มต้นบนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากการนำส่งข้อมูลดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยอมรับในคำให้การว่า ผู้ฟ้องคดีได้นำส่งรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมของปีบัญชี 2554 โดยครบถ้วนสมบูรณ์ ตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 แล้ว กรณีจึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงหลุดพ้นจากภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลจะพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวอีกต่อไป ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งแก้เป็นให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 123/2559)

สรุป : ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดี,ปฏิบัติตามคำสั่ง ของเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงหลุดพ้นจากภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ตามคำสั่งดังกล่าว

การแสดงความเห็นถูกปิด