การเข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในอสังหาฯที่ถูกเวนคืนของเจ้าหน้าที่

0
728

เมื่อกระบวนการเวนคืนได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จแล้ว ผลของการเวนคืนดังกล่าวย่อมทำให้อสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนนั้นตกเป็นของรัฐ แต่มีข้อที่ต้องพิจารณาต่อไปว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของรัฐเมื่อใด และเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจครอบครองและใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์เมื่อใด หากพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แล้ว จำแนกได้ดังนี้

  1. กรณีที่ตกลงซื้อขายกันได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530

กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้ถือว่าได้โอนกันนับแต่วันที่มีการชำระเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และในการเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์นั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขการเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตกลงซื้อขายกันได้ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จึงต้องถือตามหลักแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิใช้สอยทรัพย์สินของตน ด้วยเหตุนี้เมื่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นของรัฐนับแต่วันชำระเงินตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น เจ้าหน้าที่จึงมีสิทธิใช้สอยอสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งแต่วันที่กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของรัฐเช่นกัน

  1. กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีประกาศให้การเวนคืนเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

กรณีที่มีการประกาศให้การเวนคืนนั้นเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 นั้นไม่มีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของรัฐทันที แต่การเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์นั้น รัฐจะต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน และจะต้องจัดให้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนด เมื่อได้มีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่เวนคืนหรือผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนจึงจะมีอำนาจเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกกรณีหนึ่งคือ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับกิจการที่จะต้องมีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อได้มีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน หรือดำเนินการดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน นับแต่วันที่ได้ส่งหนังสือแจ้ง โดยหากเจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้เอง โดยให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นเป็นพิเศษเนื่องจากการเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์โดยเร่งด่วนนั้น เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ต้องชดใช้เงินค่าทดแทนสำหรับความเสียหายส่วนนี้

  1. กรณีมีการตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530

กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนในกรณีที่มีการตราพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ นั้น ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 บัญญัติให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าหน้าที่นับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 15 ใช้บังคับ ในการเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์นั้น แม้ผลของกฎหมายกรรมสิทธิ์จะตกเป็นของรัฐนับแต่วันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 15 ใช้บังคับก็ตาม แต่ในเรื่องของการเข้าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้น ตามตามาตรา 16 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองหรือใช้อสังหาริมทรัพย์นั้นได้ก็ต่อเมื่อได้จ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว

 

การแสดงความเห็นถูกปิด