การอุทธรณ์คดีปกครอง

0
2266

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542  มาตรา 73
วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นนั้น ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์
ตามกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันถึงที่สุด และระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด
ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 101 กำหนดว่า คำอุทธรณ์ให้ทำเป็นหนังสือและอย่างน้อยต้องระบุ

1. ชื่อผู้อุทธรณ์และคู่กรณีในอุทธรณ์
2. ข้อคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
3. คำขอของผู้อุทธรณ์
4. ลายมือชื่อผู้อุทธรณ์

ซึ่งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในการยื่นคำอุทธรณ์นั้นผู้อุทธรณ์จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในคำอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าปัญหาข้อใดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ผู้อุทธรณ์จะยกปัญหาข้อนั้นขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ก็ได้

จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ผู้ประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด ต้องจัดทำคำอุทธรณ์ให้มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดและต้องยื่นคำอุทธรณ์ภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งระยะเวลาการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นกำหนดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 หรือตามที่ศาลกำหนดดังที่กำหนดไว้ในข้อ 6 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ที่ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และแม้ผู้ฟ้องคดีจะกล่าวอ้างว่า อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ก็ไม่มีบทกฎหมายที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้

การแสดงความเห็นถูกปิด